วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

กองทุนหลักประกันสุขภาพ "คนต่างด้าว" ต้องอย่าซ้ำรอย...

การจัดระบบหลักประกันสุขภาพของประเทศไทย นับเป็นที่ยอมรับของนานาประเทศ

เนื่องจากเป็นระบบที่ดูแลรักษาพยาบาลครอบคลุมคนไทยทั้งหมด แต่เมื่อดูในรายละเอียดแล้วกลับพบว่า ระบบนี้ยังไม่ครอบคลุมกลุ่มคนต่างด้าว ทั้งที่เข้าประเทศแบบชั่วคราวและอาศัยอยู่ในประเทศไทย ซึ่งในกรณีนี้เมื่อเกิดการเจ็บป่วยคนเหล่านี้ไม่มีเงินจ่ายค่ารักษาพยาบาล ต้องกลายเป็นภาระที่โรงพยาบาลต้องแบกรับ กระทบต่อคุณภาพการรักษาคนไทย

ด้วยเหตุนี้ จึงมีความพยายามในการจัดระบบหลักประกันสุขภาพสำหรับคนกลุ่มนี้ โดยกระทรวงสาธารณสุขได้นำเสนอต่อ ครม. เพื่อขออนุมัติเป็นเจ้าภาพในการผลักดันให้เกิดการจัดระบบ “หลักประกันสุขภาพคนต่างด้าว” ขึ้น และได้แบ่งกลุ่มคนต่างด้าวในประเทศไทย ออกเป็น 3 กลุ่ม คือ 1.กลุ่มแรงงานต่างด้าว รวมถึงที่อยู่นอกระบบ 2.กลุ่มประชากรต่างด้าวที่อาศัยอยู่บริเวณชายแดน และ 3.กลุ่มคนต่างด้าวที่เข้ามาในประเทศไทยเป็นการชั่วคราว

จากการประชุมปรึกษาหารือระดับนโยบายร่วมกัน 8 กระทรวง ในการพัฒนาระบบประกันสุขภาพสำหรับคนต่างด้าว ต่างเห็นพ้องต้องกันและสนับสนุนในเรื่องนี้ แต่ดูเหมือนว่า กลุ่มที่มีความเป็นไปได้มากที่สุดและมีการดำเนินการที่รวดเร็ว คือ การจัดระบบหลักประกันสุขภาพให้กับกลุ่มคนต่างด้าวที่เข้ามาในประเทศไทยเป็นการชั่วคราว โดยมุ่งเป้าไปยังนักท่องเที่ยวที่คาดว่ามีประมาณกว่า 20 ล้านคนต่อปี ทั้งยังเป็นกลุ่มที่มีกำลังจ่ายเบี้ยประกัน นั่นหมายถึงที่มาของงบประมาณในการจัดระบบหลักประกันสุขภาพ โดยไม่เป็นภาระงบประมาณของประเทศ

เบื้องต้น เป็นข้อเสนอให้มีการจัดเก็บเบี้ยประกันเพิ่มเติมจากค่าธรรมเนียมวีซ่าเข้าประเทศ เพียงแต่ต้องมีการวางระบบการจัดเก็บที่ชัดเจน และไม่สร้างภาระทางปฏิบัติให้กับสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองที่ไม่เชี่ยวชาญเรื่องการเงินการคลัง นอกจากนี้ยังเชื่อมั่นว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยว เนื่องจากไม่ได้มีแต่เฉพาะประเทศไทยเท่านั้น ที่ทำในเรื่องนี้ แต่มีหลายประเทศที่ทำไปก่อนแล้ว อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมเห็นว่าต้องเป็นการจัดเก็บแบบรัฐบังคับ เพราะหากปล่อยให้มีการซื้อประกันสุขภาพแบบสมัครใจ คงไม่มีใครซื้ออย่างแน่นอน

ทั้งนี้ จากสถิติข้อมูลของทางสมาคมโรงพยาบาลเอกชน พบว่า แต่ละปีมีชาวต่างชาติที่ค้างชำระค่ารักษาพยาบาลเฉพาะในส่วนโรงพยาบาลเอกชน ปีละกว่า 100 ล้านบาท ไม่รวมการเข้ารักษาพยาบาลในโรงพยาบาลภาครัฐ

ส่วนการจัดระบบหลักประกันสุขภาพแรงงานต่างด้าว ยังอยู่ระหว่างเคาะตัวเลขค่าเบี้ยประกัน ซึ่งแต่เดิมกระทรวงสาธารณสุขเคยจัดเก็บที่ 1,300 บาทต่อคนต่อปี แต่เนื่องจากมีการบวกเพิ่มสิทธิประโยชน์ยาต้านไวรัสเอดส์และการส่งเสริมสุขภาพป้องกันโรคเข้าไปด้วย จึงต้องมีการคิดคำนวณใหม่ ส่วนในกลุ่มเด็กที่เป็นต่างด้าวนั้น กำหนดไว้แล้วที่อัตรา 365 บาทต่อคนต่อปี โดยในกลุ่มนี้ต้องหาแนวทางการดำเนินการที่มีประสิทธิภาพ ขณะที่ในกลุ่มคนต่างด้าวที่อาศัยอยู่ตามแนวชายแดน และเข้ามารับการรักษาพยาบาลในโรงพยาบาลไทยนั้น ได้มีข้อเสนอให้มีการจัดตั้งกองทุนร่วมระหว่างประเทศ และมีหน่วยงานเข้าไปช่วย ทำให้ประชากรในพื้นที่ดังกล่าวมีสุขภาพดีขึ้น เพื่อลดภาระโรค ซึ่งประเทศไทยคงต้องทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการเจรจาระดับภูมิภาค เพื่อให้เกิดการแก้ไขปัญหาร่วมกัน

อย่างไรก็ตาม การดำเนินการเพื่อสร้างระบบหลักประกันสุขภาพ สำหรับคนต่างด้าวทั้งหมดนี้ ไม่ว่าจะออกมาในรูปแบบใด สิ่งที่ต่างเป็นห่วง คือ การดำเนินการครั้งนี้จะต้องไม่ซ้ำรอย กับการจัดตั้งกองทุนทดแทนผู้ประสบภัยจากรถ ที่มีเงินกองทุนปีละกว่าหมื่นล้านบาท ทว่า...ประชาชนซึ่งเป็นผู้ประสบภัย กลับได้รับผลประโยชน์ไม่ถึงครึ่งหนึ่งของเงินกองทุน