ผมเห็นด้วยกับความห่วงกังวลของวงการสื่อ ว่าด้วย ร่างประกาศกำกับดูแลเนื้อหารายการ
ของ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) ที่สุ่มเสี่ยงจะเป็นการก้าวล่วง และขัดขวางการทำหน้าที่ของสื่อสารมวลชนในสังคมประชาธิปไตย
และอาจจะเปิดโอกาสให้มีการแทรกแซงการทำงานของสื่อเสรี โดยอำนาจการเมืองและผลประโยชน์ธุรกิจ อันไม่พึงประสงค์
เพราะว่าการใช้อำนาจ “กำกับเนื้อหา” ของสื่อของ กสท. ตามร่างนี้ เป็นการเปิดทางให้คนของ กสท. ใช้ “ดุลยพินิจ” ที่คาบเกี่ยวกับจริยธรรมและอาจละเมิดสิทธิเสรีภาพของสื่อและประชาชน ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 46
กสท. ในฐานะเป็นหน่วยงาน “ส่งเสริม” มิใช่ “ควบคุม” ให้คุณภาพของสื่อได้มาตรฐานตามความต้องการของประชาชน จึงต้องระวังการเขียนกติกาใดๆ ที่เอาอำนาจการเซ็นเซอร์หรือระงับยับยั้งการออกอากาศ โดยไม่ให้กลไกการตรวจสอบของสังคมและของสื่อ ที่ต้อง “กำกับตนเอง” ได้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพตามครรลองประชาธิปไตย
องค์กรวิชาชีพสื่อ ที่ประกอบด้วย สภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย, สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ, สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย, และ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ได้ประชุมร่วมกันเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม
สรุปว่าจะเสนอให้ กสท. ปรับปรุง หรือยกร่างประกาศหลักเกณฑ์การกำกับดูแลเนื้อหารายการในกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ฉบับใหม่ ให้สอดคล้องกับสิทธิเสรีภาพในการทำงานของสื่อ
ประเด็นที่ทำให้เกิดความกังวลในหมู่คนทำสื่อและผู้บริโภคสื่อ คือ ข้อกำหนดเพิ่มเติมจากมาตรา 37 ของร่าง “กำกับดูแลเนื้อหารายการ” ที่ว่านี้
โดยเฉพาะข้อ 13 ที่ระบุว่าการดำเนินรายการที่มีลักษณะเป็นการรายงานข่าวหรือการถ่ายทอดข้อมูลแก่ประชาชนทั่วไป ผู้รับใบอนุญาตจะต้องดำเนินการดังนี้
13.1 นำเสนอข้อมูลที่เกี่ยวข้องให้ครบถ้วน มีความสมดุลของข้อมูลและปราศจากการบิดเบือนหรือแสดงความคิดเห็นส่วนตัวของผู้รับใบอนุญาต ผู้ผลิตรายการหรือผู้ดำเนินรายการดังกล่าว
13.2 นำเสนอข้อเท็จจริง มีข้อมูลเชิงประจักษ์และรายงานข่าวบนพื้นฐานของความเที่ยงตรง ครบถ้วนเป็นธรรมและไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด
ความจริง หลักการที่วางไว้เช่นนี้ผมมองว่าเป็นเจตนาดีของผู้ร่าง และตามหลักวิชาการ และความเป็นมืออาชีพแล้ว ถือว่าเป็นมาตรฐานอันควรจะเชิดชูและวางเป็นเป้าหมายของการทำงานของทำสื่อ
แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นมาในอดีต และจะเกิดขึ้นอีก ก็คือว่าเมื่อเขียนเป็นหลักเกณฑ์เช่นนี้ จะเปิดโอกาสให้มีการใช้ “ดุลยพินิจ” และ “การตีความ” ตามแต่เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจต้องการจะตีความและตัดสิน
และหากมีอิทธิพลทางการเมือง หรือผลประโยชน์ทางธุรกิจ เข้ามาแทรกแซงการทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ ผู้มีอำนาจตามประกาศของ กสท. แล้ว การละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของสื่อและประชาชนในการรายงานข่าว วิเคราะห์ข่าว และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างเสรี และกว้างขวางก็จะเกิดขึ้นได้อย่างแน่นอน
นั่นคือ ความเสี่ยงของการให้อำนาจคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง (ไม่ว่าจะเป็นด้วยเจตนาดีเพียงใด หรือมีอุดมคติสูงส่งอย่างไร) ในการสามารถใช้ดุลยพินิจในการตัดสินว่าการนำเสนอข่าวหรือรายงานทางสื่อนั้นๆ “ครบถ้วน สมดุล” หรือไม่
ยิ่งหากเปิดทางให้ตีความว่าอะไรคือการ “บิดเบือน” และอะไรคือ “ความเที่ยงตรง เป็นธรรม และไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด” ด้วยแล้ว ก็ยิ่งจะมีความเสี่ยงในอันที่จะทำให้ผู้มีอำนาจตามกฎหมายกับผู้ปฏิบัติหน้าที่ ทางด้านสื่อสารมวลชนมีช่องว่างหนักขึ้น
การกลั่นแกล้งทางการเมือง การแทรกแซงการทำหน้าที่ของสื่อ ก็จะเกิดขึ้นได้อย่างง่ายดาย หากกฎเกณฑ์เหล่านี้ประกาศใช้เป็นกฎหมาย
ควรที่ กสท. และ กสทช. จะต้องทบทวนร่างประกาศนี้ และเปิดให้มีการแสดงความคิดเห็นอย่างกว้างขวาง เพื่อให้กฎเกณฑ์ชุดใหม่ เพื่อการปฏิรูปสื่อเพื่อสังคมนั้น เดินตามแนวทางของประชาธิปไตย ที่เคารพในสิทธิเสรีภาพและความรับผิดชอบของสื่อ...อย่างจริงจัง









