วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

อิทธิพลจีนในกัมพูชา

คอลัมน์ ASEAN Insight ชวนคุยเรื่องอิทธิพลจีนในกัมพูชาเรื่องสัมปทานที่ดินขนาดใหญ่ในจังหวัดเกาะกงใกล้ๆ อ่าวไทยบ้านเรา

ข้อมูลนี้เรียบเรียงจากงานวิจัยของทัช ศรีพัฒน์ หนึ่งในทีมนักวิจัยอาเซียนที่กำลังศึกษาเรื่องการแผ่ขยายอิทธิพลจีนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โครงการนี้มี ศ.ดร. ยศ สันตสมบัติ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ดูแลและสนับสนุนโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา เรามักพบบริษัทจีนขยายตัวออกไปลงทุนทั่วโลก บริษัทเหล่านี้เดินหน้าตามนโยบายหลักของรัฐจีน ไม่ว่า นโยบายก้าวออกไป (Going out policy) ที่รัฐจีนสนับสนุนโอกาสทางภาษีและการเงินให้บริษัทจีนไปพร้อมๆ กับนโยบายละมุน (soft power) ที่รัฐจีนปูทางไว้ให้ผ่านการออกไปช่วยเหลือด้านการเงินแก่ประเทศที่ด้อยกว่า โดยเฉพาะประเทศลุ่มน้ำโขงอย่างพม่า ลาว กัมพูชา การขยายตัวทางเศรษฐกิจไปพร้อมกับอิทธิพลจีนเช่นนี้ทำให้เกิดการลงทุนในประเทศนั้นๆ เช่น ในพม่า รัฐวิสาหกิจจีนร่วมมือกับบริษัทพม่าทำโครงการท่อก๊าซและน้ำมันดิบเพื่อดึงพลังงานจากชายฝั่งทะเลตะวันตกของพม่าเข้าไปยังจีนตอนใต้ โครงการเขื่อนขนาดใหญ่เหมืองทองแดง ดีบุก ในลาวบริษัทจีนเข้าไปทำเขื่อน โทรคมนาคม โครงการก่อสร้างที่อยู่อาศัยแถวหนองธาตุหลวง เวียงจันทน์ เป็นต้น ขณะที่ในกัมพูชา มีหลายบริษัทได้สัมปทานลงทุนในกิจกรรมเศรษฐกิจ ไม่ว่า ขุดเหมืองแร่ แปลงสัมปทานยางพารา ฯลฯ

แต่ในกัมพูชาที่ดูเป็นปัญหามากที่สุด คือ กรณีบริษัทจีนชื่อ Union Development Group ซึ่งมีบริษัทแม่อยู่ที่เมืองเทียนจิน ตอนเหนือของจีนได้สัมปทานที่ดินเพื่อเศรษฐกิจจากรัฐบาลกัมพูชาขนาด 44,100 เฮกเตอร์หรือ 269,010 ไร่เป็นเวลา 99 ปี พื้นที่นี้อยู่ใน 2 อำเภอหลักของเกาะกง คือ Kiri Sakor และ Botum Sakor เป็นที่ติดชายฝั่งทะเลที่สำคัญพื้นที่เหล่านี้อยู่ในเขตป่าอุดมสมบูรณ์ของอุทยานแห่งชาติ Botum Sakor โครงการนี้ยังสร้างผลกระทบกับชาวบ้านไม่ต่ำกว่า 12 หมู่บ้านใน 5 คอมมูนรวม 1,163 ครอบครัวที่ต้องย้ายออกจากบ้านเดิมริมชายฝั่ง

บริษัทนี้วางแผนจะทำให้แถบนี้ของเกาะกงเป็นที่เลื่องชื่อในนาม “นครวัดบนท้องทะเล” แต่จะให้หน้าตาของเมืองเป็นเหมือน “ฮ่องกงแห่งที่ 2” โครงการนี้รู้จักกันในนาม “มังกร 7 หัว” โดยเตรียมพัฒนาให้มีสาธารณูปโภคครบครันทั้งโครงข่ายถนน สนามบินสากล ท่าเรือสำหรับจอดเรือสำราญ คอนโดมิเนียม โรงแรม โรงพยาบาล สนามกอล์ฟและแหล่งกาสิโน ปัจจุบันบริษัทได้เปิดป่าสมบูรณ์เพื่อสร้างถนน 4 เลนยาว 64 กม.จากถนนสายหลักไปยังริมชายฝั่งทะเลและยังเตรียมสร้างแหล่งน้ำขนาดใหญ่อีก 2 แห่งพร้อมกับเขื่อนขนาดใหญ่บนพื้นที่ 9,100 เฮกเตอร์

โครงการนี้ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลกัมพูชาอย่างเต็มที่ตั้งแต่ปี 2551 ผ่านการอนุมัติจากคณะกรรมการการพัฒนาแห่งชาติกัมพูชา เป้าหมายโครงการบอกว่าเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจเพิ่มรายได้แก่กัมพูชา แต่ทางการเมืองระหว่างประเทศทั้งกัมพูชากับจีนแล้วรัฐบาลกัมพูชาต้องการเปลี่ยนขั้วอำนาจการพึ่งพิง ไม่ต้องการพึ่งเงินลงทุนจากประเทศตะวันตกฝ่ายเดียว โดยเฉพาะสหรัฐที่เคยกดดันมาตลอด แต่หันมาพึ่งจีนแทนผ่านการสนับสนุนเงินลงทุนและการช่วยเหลือทางการเมืองจากจีนเพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจไปพร้อมๆ กับถ่วงดุลอำนาจการเมืองด้วย ขณะที่จีนแล้ว นอกจากบริษัทจีนได้ลงทุนทำโครงการเอกชนจีนยังได้ประโยชน์จากเนื้อไม้และทรัพยากรอื่นๆ ในป่าสมบูรณ์ที่เพิ่งรื้อถอนไป นอกจากนี้ บริเวณริมชายฝั่งทะเลยังเป็นยุทธศาสตร์การเมืองด้วย เพราะเป็นทางออกทางทะเลสำคัญ ทำให้จีนสามารถเข้าถึงอ่าวไทยและใกล้กับหมู่เกาะทะเลจีนใต้ที่ขัดแย้งอยู่ปัจจุบัน

แต่โครงการนี้ถูกวิจารณ์จากองค์กรพัฒนาเอกชนด้านสิ่งแวดล้อมทั้งสากลและท้องถิ่นมีการประท้วงเคลื่อนไหวของแกนนำและชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบมาตลอด 2 ปีที่ผ่านมา ปัญหาสำคัญคือ โครงการนี้ต้องย้ายชาวบ้านกว่าพันครัวเรือนออกจากชายฝั่งทะเลมายังที่ที่บริษัทจัดไว้โดยบริษัทรับปากว่าแต่ละครัวเรือนจะได้บ้าน 1 หลังและที่ดิน 2 เฮกเตอร์พร้อมค่าชดเชยและในชุมชนจะมีทั้งถนน โรงเรียน วัดและสาธารณูปโภคครบครัน แต่ชาวบ้านกลับพบว่า 5 ปีมาแล้วสิ่งที่บริษัทรับปากไม่จริงสักอย่าง ไม่ว่า บ้าน หรือค่าชดเชยไม่เป็นไปตามสัญญาส่วนที่ดิน 2 เฮกเตอร์ก็กลายเป็นที่ดินใกล้ภูเขาที่ต้องหักร้างถางพงเองและเป็นที่ดินคุณภาพต่ำที่เพาะปลูกไม่ขึ้น ขณะที่วิถีชีวิตเดิมของชาวบ้านแถบนี้คือประมงและทำนา แต่บริษัทกลับเปลี่ยนให้พวกเขาขึ้นไปทำกินบนดอยซึ่งพวกเขาไม่มีประสบการณ์และความรู้ในการทำไร่มาก่อนจึงเกิดปัญหาการใช้ชีวิตทางเศรษฐกิจตามมา นอกจากนี้ บริษัทยังสัญญาว่าจะสร้างถนน ไฟฟ้าตามแผนพัฒนา แต่ปัจจุบันก็ยังไม่มีทั้งถนนเชื่อมต่อหมู่บ้านและไฟฟ้า และมีปัญหาอื่นตามมา ไม่ว่า บางพื้นที่ไม่มีน้ำสะอาด ส่วนโรงเรียนและวัดที่รับปากก็ไม่เคยดำเนินการ มีเพียงองค์กรพัฒนาเอกชนเข้ามาทำให้แทน

สำหรับชาวบ้าน 5 คอมมูนที่ได้รับผลกระทบ พวกเขาคิดว่ากำลังถูกปล้นและถูกพรากชีวิตที่เคยอุดมสมบูรณ์ไป ที่สำคัญการเปลี่ยนวิถีชีวิตชาวประมงไปเป็นเกษตรกรบนดอย ทำให้ชีวิตของพวกเขาดำรงได้อย่างลำบากแสนเข็ญ ชาวบ้านบางส่วนแก้ปัญหาด้วยการหนีกลับไปทำประมงเหมือนเดิม แต่ต้องพบกับความลำบากเพราะเขตชายฝั่งทะเลที่เรือจอดกลายเป็น “Dey Chin” หรือที่ดินของคนจีนไปแล้ว พวกเขาต้องใช้เวลานานกว่า 2 ชั่วโมงในการเดินไปที่ชายฝั่งยังเรือที่จอดเพื่อออกเรือหาปลาครั้งหนึ่ง 3-5 วันแล้วกลับมาพร้อมปลาที่ขายได้ประทังชีวิต

ความลำบากแสนเข็ญของชาวบ้านและปัญหาการทำลายผืนป่าอันอุดมสมบูรณ์ทำให้ชาวบ้านและองค์กรสิ่งแวดล้อมบางกลุ่มลุกขึ้นประท้วงมาตั้งแต่ปี 2553-2555 มีการปิดถนนสายหลักบ้างยื่นหนังสือประท้วงกับหู จินเทา ประธานาธิบดีจีนเมื่อคราวมาประชุมอาเซียนซัมมิทบ้าง แต่การประท้วงของพวกเขาเป็นเพียงสายลมผ่านเลยในสายตารัฐบาลฮุนเซนและรัฐจีน หนำซ้ำกลับเกิดปัญหาความรุนแรงในพื้นที่มากขึ้น เช่น การประท้วงดังกล่าวทำให้ชุท วุฑธี แกนนำกลุ่มถูกยิงจนเสียชีวิต หลังกรณีนี้ยังมีทั้งผู้หญิงในหมู่บ้านและนักข่าวท้องถิ่นที่รายงานเรื่องการนำไม้ออกจากพื้นที่อย่างผิดกฎหมายถูกยิงเสียชีวิต ขณะที่กลุ่มอนุรักษ์อื่นๆ ในกัมพูชาก็ไม่กล้าแสดงท่าทีใดๆ

กรณีเช่นนี้ อยากชวนตั้งคำถามกับรัฐบาลจีนและคนจีนว่า เมื่อบริษัทจีนไปลงทุนทำธุรกิจขนาดใหญ่แล้วเกิดปัญหากับคนในท้องถิ่นไม่ทำตามสัญญา รัฐจีนและคนจีนจะรู้สึกอย่างไรต่อการทำงานเช่นนี้ จะภาคภูมิใจว่า ได้นำอารยธรรมจีนอันดีงามไปแบ่งปันคนเหล่านั้น จะสามารถบอกได้เต็มปากเช่นนั้นหรือไม่ ?