ขออภัยที่ต้องเรียกชายในคลิปดังที่จั่วหัวไว้ เพราะจะออกชื่อคนที่สงสัยว่าจะเป็นก็ไม่กล้า เนื่องจากเจ้าตัวออกมาปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย
แถมพรรคเพื่อไทยก็ออกมาบอกว่าเป็น "คลิปตัดต่อ"
ก็เลยต้องขออนุญาตหยิบตอนหนึ่งที่ชาย 2 คนพูดคุยกันเกี่ยวกับสุขภาพอนามัยของตนมาเป็นไฮไลต์ โดยเฉพาะที่เอ่ยถึง "ถั่งเช่า" เพราะเป็นเรื่องเกี่ยวกับสมุนไพร ไม่มีพิษมีภัยกับใคร
จะว่าไปคนที่ได้ฟังคลิปเสียงทุกคนคงรู้อยู่แก่ใจว่าผู้พูดเป็นใคร และเป็นคลิปตัดต่อหรือไม่ ถ้าไม่ได้มีอคติทางการเมืองมากจนเกินไปก็คงมีคำตอบอยู่ในใจแล้ว
สิ่งที่น่าหยิบมาพิจารณาก็คือ ตลอด 30 นาทีในคลิป ไม่มีประโยคไหนที่ชาย 2 คนนี้พูดถึงประชาชนเลย อย่าว่าแต่ประชาชนทั่วๆ ไป แม้แต่ "คนสีเสื้อ" ที่แลกชีวิตสนับสนุนตนเองก็ไม่ได้พูดถึง แผนการผลักดันพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ซึ่งเข้าใจว่าน่าจะเป็น "พ.ร.ก.นิรโทษกรรม" ก็พูดถึงแต่ตัวเองทั้งนั้น
การเล็งดัน พ.ร.ก.นิรโทษกรรมผ่าน "สภากลาโหม" น่าจะด้วยเหตุผลที่ว่าทหารมีส่วนได้ส่วนเสีย เพราะตาม พ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ. 2551 ระบุว่ากฎหมายที่เกี่ยวกับทหารต้องนำเข้า "สภากลาโหม" ก่อน แต่ผลพลอยได้ที่จะตามมาก็คือสยบความเคลื่อนไหวของฝ่ายต่อต้าน คือเคลื่อนไหวได้เคลื่อนไหวไป แต่เมื่อไม่มีทหารออกมาปิดเกมให้ การต่อต้านก็ไร้น้ำยา!
หลายตอนในคลิปเสียง ถ้าไม่นับความพยายาม "เชลียร์นาย" ของฝ่ายที่ด้อยกว่าในแง่อำนาจบารมีแล้ว น่าคิดเหมือนกันว่า "กลุ่มชนชั้นนำ" ได้เคลียร์ใจเคลียร์ความขัดแย้งกันหมดสิ้นแล้วใช่หรือไม่ การเคลียร์กับบางรายมีเรื่องผลประโยชน์ในแง่ของตำแหน่งที่มีอำนาจวาสนาเข้ามาเกี่ยวข้องจนแฮปปี้กันทุกฝ่ายด้วย แต่ชนชั้นนำเหล่านี้กลับปล่อยให้กลุ่มชนระดับกลางและระดับล่างในสังคมยังคงทะเลาะกันเอาเป็นเอาตาย ทั้งผ่านสื่อกระแสหลัก สื่อสังคมออนไลน์ และบนท้องถนน
ผมคิดว่าคลิปเสียงที่ออกมาพอจะนำมาสรุปบทเรียนเป็น "ความป่วยการ" ของคนในสังคมได้ดังนี้
1.ป่วยการที่ประชาชนอย่างเราๆ จะทะเลาะกันเพื่อนักการเมือง ที่ผ่านมาทะเลาะกันเหมือนเราเป็นเหยื่อในสงครามตัวแทน คนในสังคมจำนวนไม่น้อยหลงออกมาปกป้องนักการเมืองบางคน บางพรรค จนถูกเขานำไปอ้างเป็นเสียงข้างมาก ทำอะไรก็ไม่ผิด ทั้งๆ ที่หลักการบางอย่างผิดเพี้ยนไป เช่น ฝ่ายที่เคลื่อนไหวประกาศให้ประชาชนเป็นใหญ่ในแผ่นดิน พอศาลปกครองสั่งให้นำโครงการน้ำของรัฐบาลไปทำประชาพิจารณ์ก่อน กลับตำหนิศาลเพียงเพื่อปกป้องรัฐบาลหรือนักการเมืองที่ตนเองรัก ทั้งๆ ที่การประชาพิจารณ์เท่ากับการให้อำนาจประชาชนตัดสินใจแท้ๆ อย่างนี้เป็นต้น
ปรากฏการณ์คลิปเสียงจึงน่าจะดึงอารมณ์ของผู้คนในสังคมให้กลับมามีบางสิ่งที่เป็น "ค่านิยมร่วมกัน" บ้าง จากที่เคยแตกต่างจนแตกแยกเป็นสองขั้วมานานปี
2.ป่วยการที่ประชาชนจะรอหวังพึ่ง "อัศวินม้าขาว" หรือ "อัศวินควายดำ" เพราะไม่มีอยู่จริง สิ่งที่จะทำให้บ้านเมืองก้าวเดินไปได้จริง คือการที่ผู้คนในสังคมยึดหลักนิติรัฐ นิติธรรม และผลักดันให้นโยบายสาธารณะทุกเรื่องผ่านการมีส่วนร่วมของประชาชนให้มากที่สุดต่างหาก
3.ป่วยการที่ประชาชนจะหวังให้ทหารออกมาปฏิวัติเพื่อหยุดการใช้อำนาจอธรรมของนักการเมือง เพราะเมื่อทหารเข้าสู่วงจรอำนาจ ก็เสวยสุขกับผลประโยชน์ และเสพติดอำนาจไม่ได้น้อยกว่านักการเมือง ฉะนั้นการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองจะต้องเปลี่ยนผ่านโดยประชาชนจากการตื่นรู้และด้วยข้อมูลที่รอบด้านเท่านั้น
ที่สำคัญต้องหยุดมะเร็งร้ายคอร์รัปชันให้เร็วที่สุด เพราะมันได้ทำลายทุกระบบของประเทศไทยผ่านการแทรกแซงทางการเมือง หากปล่อยไว้อีกไม่นานประเทศก็จะล้มละลาย ไร้สมรรถภาพ...
ไม่ว่าจะถั่งเช่าหรือยาวิเศษชนิดใดก็เอาไม่อยู่!






