วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

การลงทุนทองคำ ยังน่าสนใจไหม?

ในขณะนี้หลายคนคงจะสงสัยว่าแท้จริงแล้ว การลงทุนทองคำยังคงน่าสนใจอยู่หรือเปล่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระยะยาว

บทความนี้ จะขอนำเสนอการวิเคราะห์ถึงข้อได้เปรียบและเสียเปรียบในการลงทุนทองคำ จากมุมมองที่เป็นการลงทุนในระยะปานกลางถึงระยะยาว ให้ท่านผู้อ่านลองพิจารณาและนำไปเป็นส่วนหนึ่งในการตัดสินใจลงทุนของท่านต่อไป

ผมขอเริ่มจากข่าวร้ายก่อน แต่ไหนแต่ไรมา ทองคำมักจะได้รับการขนานนามว่า เป็น สินทรัพย์ซึ่งเสมือนสวรรค์ที่ปลอดภัยไว้ป้องกันความเสี่ยงของการลงทุนประเภทอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลงทุนในหุ้น ดังนั้น หากเรานำข้อมูลผลตอบแทนของหุ้นและทองคำมาเปรียบเทียบกัน ทองคำจะถือว่าเป็นสวรรค์ของนักลงทุนอย่างแท้จริง ก็ต่อเมื่อ ในยามที่ผลตอบแทนของหุ้นลดลง ผลตอบแทนของทองคำจะต้องมีค่าเพิ่มขึ้น นั่นคือ ในรูปที่ 1 ผลตอบแทนรายเดือนของหุ้น S&P500 ของสหรัฐ ซึ่งแทนด้วยแกนนอนของรูปดังกล่าว จะต้องอยู่ทางด้านซ้าย ในขณะเดียวกัน ผลตอบแทนรายเดือนของทองคำ ซึ่งแทนด้วยแกนตั้งในรูป จะต้องอยู่ด้านบน นั่นหมายถึงจุดส่วนใหญ่ควรจะอยู่ด้านซ้ายบน หรือ Quadrant ที่สอง ของรูปที่ 1 ซึ่งเมื่อพิจารณาแล้วมีอยู่เพียงร้อยละ 20 ของข้อมูลรายเดือน ทั้งหมดระหว่างปี 1975-2012

นั่นก็หมายความว่า ทองคำที่มักกล่าวขานกันว่าเป็น สินทรัพย์ซึ่งเสมือนสวรรค์ที่ปลอดภัยไว้ป้องกันความเสี่ยงของการลงทุนประเภทอื่นๆ นั้น ว่าจะเป็นความจริงหรือไม่นั้น จากข้อมูลข้างต้นก็ยังดูคลุมเครืออยู่

ข่าวร้ายที่สอง อุปสงค์ของทองคำหรือผู้ที่ถือทองคำ ที่มีสัดส่วนมากที่สุดในปัจจุบัน มิใช่มีเพียงแค่บรรดาธนาคารกลางต่างๆ ในโลกเพียงเท่านั้น แต่ที่มีอยู่มากไม่แพ้กัน ได้แก่ กองทุนเฮดจ์ฟันด์ ที่ชื่อว่า SPDR Gold Trust ดังรูปที่ 2 ซึ่งการซื้อขายจะขึ้นอยู่กับเหตุผลของกำไรและขาดทุนเป็นหลัก ดังนั้นการผันผวนของราคาทองคำในอนาคต จึงถือว่าเป็นเรื่องปกติ

มาถึงข่าวที่ว่าจะดีก็ไม่ดี จะร้ายก็ไม่ร้ายทีเดียว ในประเด็นของหน้าที่ทองคำในการเป็นการลงทุนที่ไว้ป้องกันอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้น หากมองไปในปีนี้หรือปีหน้า มีความเป็นไปได้สูงว่าปัญหาเงินเฟ้อคงจะไม่ใช่ประเด็นหลักของเศรษฐกิจประเทศต่างๆ อย่างไรก็ดี ภายใต้ความเห็นพ้องต้องกันของบรรดานายธนาคารกลางในยุคปัจจุบันที่เชื่อว่าปัญหาเงินฝืดน่าจะแก้ได้ยากกว่าปัญหาเงินเฟ้อ จึงน่าจะเชื่อได้ว่าอัตราเงินเฟ้อในอนาคตคงจะไม่อยู่ในระดับที่ต่ำดังที่เป็นอยู่เช่นนี้ในปัจจุบันได้ตลอดไป ซึ่งนั่นก็หมายความว่าราคาทองคำซึ่งโดยปกติมีหน้าที่สู้กับอัตราเงินเฟ้อโดยตรง ย่อมจะมีโอกาสอยู่ไม่น้อยที่ราคาจะสูงขึ้นได้ ดังรูปที่ 3

แล้วคราวนี้ก็มาถึงข่าวดีของนักลงทุนทองคำกันบ้าง ซึ่งมีอยู่อย่างน้อย 2 ประการ ดังนี้

ข่าวดีแรก ได้แก่ ความไม่แน่นอนของเหตุการณ์ต่างๆ ในโลก ไม่ว่าจะเป็นตารางเวลาของการลดขนาด QE หรือ QE Tapering ของธนาคารกลางสหรัฐหรือเฟด รวมถึงการที่เฟดจะต้องเริ่มเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบายหรือ Exit Strategy ว่าจะส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐมากน้อยแค่ไหน หรือ จะเป็นเหตุการณ์ที่เศรษฐกิจจีนอาจจะกลับมาอยู่ในโหมดภาวะซบเซา จากปัญหาความไม่สมดุลของการเติบโตเศรษฐกิจที่พึ่งพาการลงทุนมากเกินไป จากความไม่โปร่งใสของระบบการเงินในจีนที่ไม่แน่ว่ากำลังรอวันระเบิดออกมา หรือแม้แต่จากสินเชื่อที่มีปัญหาซึ่งซ่อนตัวอยู่ในแบงก์รัฐของจีน ล้วนส่งผลให้โอกาสของราคาทองคำกลับมาสูงขึ้นอีกครั้งนั้นเป็นไปได้เสมอ

ข่าวดีที่สอง หากพิจารณาจากกำลังการผลิตทองคำในปัจจุบันของโลกที่ 2,500 ตันต่อปี และการคาดการณ์ของอุปทานที่ยังเหลือไว้ผลิต 51,000 ตัน ตามการคาดการณ์ของ U.S. Geological Survey (USGS) จะพบว่าการผลิตทองคำจะต้องหยุดลงในอีก 20 ปีต่อจากนี้ เนื่องจากไม่มีทรัพยากรที่เหลือพอให้สามารถผลิตได้ ซึ่งหากเป็นจริงดังที่กล่าวไว้ ทองคำก็จะกลายเป็นสินค้าที่มีอุปทานจำกัด คงไม่ต้องพูดถึงราคาในอนาคตว่าจะสดใสเพียงใด อย่างไรก็ดี ขอย้ำว่าการคาดการณ์ดังกล่าวมาจาก USGS ครับ

ผมขอให้ท่านผู้อ่าน ลองชั่งน้ำหนักดูจากข้อดีและข้อเสียข้างต้น สำหรับการลงทุนทองคำเพื่อประกอบการตัดสินใจลงทุนในระยะปานกลางถึงระยะยาวครับ


หมายเหตุ : หนังสือด้านการลงทุนด้วยข้อมูลเชิงมหภาคเล่มใหม่ล่าสุดของผู้เขียน “เล่นหุ้นต้องใช้ใจ... รวยได้ไม่รู้จบ” เริ่มวางจำหน่ายทั่วประเทศแล้ว และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นประเด็นการลงทุน ได้ที่ www.facebook.com/MacroView และ bonthr.blogspot.com ครับ