วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ข่าวร้าย ที่ทุกคนรอคอย

น้อยครั้งที่เราจะใจจดใจจ่อ เฝ้ารอการประกาศข่าวร้ายใดๆ แต่ในวันที่ 27 มิ.ย. ที่ผ่านมา

ทั่วโลกได้เฮเมื่อจีดีพีไตรมาสที่ 1 ของสหรัฐ ออกมาต่ำกว่าประมาณการอย่างน่าตกใจ โดยขยายตัวเพียง +1.8% ต่อปี เทียบกับ +2.4% ที่ตลาดคาดการณ์ ... แต่นี่คือ “ข่าวร้าย” ที่ดีที่สุด (จนทุกคนเรียกว่า “ข่าวดี”) ที่ทุกคนรอคอยนับตั้งแต่วันที่ 22 พ.ค. ที่ผ่านมา ...GDP ที่ต่ำกว่า consensus เปรียบเสมือนการต่ออายุให้ Risky assets ทุกประเภทได้หายใจกันอีกครั้งหนึ่งในช่วง 3-4วันสุดท้ายของเดือน มิ.ย.
เกือบตลอดเดือน มิ.ย. บรรยากาศการลงทุนทั่วโลกต้องประสบกับภาวะความผันผวนสุดขีดเพียงชั่วข้ามคืนของ “คืนวันหนึ่ง” และได้เข้าสู่สภาวะ “RISK OFF” ไปในทันที ตลาดหุ้นทั่วโลกโดยเฉพาะ Emerging Markets ฝั่งเอเชียปรับลดลงอย่างรุนแรง
ดัชนีตลาดหลักทรัพย์อินโดนีเซียหรือ JKSE ปรับจากระดับ 5,251 ลงสู่ 4,373 หรือ -17% ภายในระยะเวลาเพียง 3 สัปดาห์ ตลาดหุ้นฟิลิปปินส์ หรือ PSE ที่ปีนี้ร้อนแรงกว่าตลาดใดในเอเชียได้ปรับตัวลงถึง -22% ในช่วงเวลาเดียวกัน ตลาดหุ้นไทยและตลาดอื่นในเอเชียก็ตกอยู่ในชะตากรรมเดียวกัน Flows tracker chart จาก BNP Paribas แสดงให้เห็นชัดเจนว่าในเดือน มิ.ย. ทุกประเทศโดยเฉพาะไต้หวันและเกาหลีต้องประสบกับปัญหา Outflows ที่รุนแรงจากตลาดหุ้น เห็นแถบสีแดง (Outflows) ขนาดนี้ เป็นใครๆ ก็หายใจไม่ทั่วท้องครับ
ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่เพียงที่ตลาดหุ้นเท่านั้น ตลาดพันธบัตรในเอเชียทุกตลาดโดนแรงขายจาก Foreign Investor หรือ Non-resident ส่งผลให้ Yield หรือ อัตราผลตอบแทนปรับขึ้นอย่างรวดเร็ว 30-60bps พันธบัตรรัฐบาลไทยที่ถูกขายออกมาค่อนข้างมากคือ ที่มีอายุ 5-10 ปี และ 15-20 ปี ...แต่ไม่น่าแปลกใจนักเมื่อเราหันมอง Yield ของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ หรือ US Treasury ที่ปรับตัวขึ้นถึง +1% point จาก 1.62% ต้นเดือน พ.ค. ไปยัง 2.60% ในปลายเดือน มิ.ย.
Yield ของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ (USTX ที่สูงขึ้นสะท้อนว่าเศรษฐกิจของ Developed Markets (DM) เริ่มมี Prospect ที่ดีและชัดเจนขึ้น เม็ดเงินย่อมไหลออกจาก Emerging economies ไปยัง DM อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ... Chart จาก DBS แสดงให้เห็นว่า ในเดือน มิ.ย. เพียงเดือนเดียว ค่าเงินทุกสกุลอ่อนค่ารุนแรง 1-6% เป็นผลมาจาก Sell-off ในตลาด EM ยกเว้นอยู่หนึ่งสกุลเงิน “JPY” ที่กลับแข็งค่าขึ้นเพราะผลจากการ Unwind NIKKEI ทำให้ต้องซื้อ JPY มา cover short position ดังที่เคยกล่าวไว้ก่อนนี้แล้ว
เหตุการณ์ความผันผวนข้างต้นเกิดขึ้นในช่วงระยะเวลาเพียง 29วัน ระหว่าง 22 พ.ค. - 20 มิ.ย. ซึ่งประกอบไปด้วยเหตุการณ์สำคัญต่อเศรษฐกิจโลกถึง 2 เหตุการณ์ คือวันที่ 22 พ.ค. และ 19 มิ.ย. 2 วันนี้ทำให้ Trader และ Fund manager รวมถึงผู้หลักผู้ใหญ่ที่ชอบซื้อทองเก็บไว้ให้ลูกหลานไม่สามารถหลับตาลงเป็นสัปดาห์ในช่วงเวลาตั้งแต่ 27 มิ.ย. - 31 พ.ค.
จุดเปลี่ยนของภาพการลงทุนจาก “RISK ON” ไปเป็น “RISK OFF” mode ในครั้งแรก เกิดขึ้นในวันที่ 22 พ.ค. 2013 วันที่ FED ให้ถ้อยแถลงต่อสภาฯ ว่าจะเริ่มพิจารณาทำ “TAPERING” หรือ ลดปริมาณ QE ต่อเดือนลง ... Implication ที่มีต่อนักลงทุนในทันที คือ ผลพลอยได้ที่กลุ่มประเทศ Emerging Markets เคยได้รับจากเม็ดเงิน QE1 QE2 Operation Twist และ QE3 อาจหมดไป
เมื่อ FED ไม่ต่อ QE … นักลงทุนที่เฝ้ารับฟังถ้อยแถลงต่างตีความไปในทิศทางเดียวกัน และมี action เหมือนๆ กัน คือ ปรับลด exposure ที่มีในตลาด EM ทั้งในส่วนของหุ้นและตราสารหนี้ลงในทันที เป็นผลให้ทั้งตลาดหุ้นและตลาดบอนด์ crash อย่างรุนแรง ... ในเวลานี้ ไม่มีใครในตลาดที่ไม่รู้จักคำว่า “TAPERING” และหลังจาก22 พ.ค. ที่ทุกตลาดถูกถล่มไปแล้ว ทุกคนในตลาดต่างเฝ้ารอการประชุม FOMC ในวันที่ 19 มิ.ย. ด้วยหวังว่าจะมี “ข่าวดี” ที่เป็น ”ข่าวดี” จริงๆ ในลักษณะที่ว่า FED จะไม่ใช้คำว่า TAPERING และจะไม่มีถ้อยแถลงใดๆที่ชี้ว่า เศรษฐกิจสหรัฐ กำลังฟื้นตัว
แต่ต้องฝันสลายเมื่อ FED กลับกล่าวย้ำในวันที่ 19 มิ.ย. (FOMC meeting) ว่าจะพิจารณาทำ “TAPERING” ภายในปลายปีนี้ อย่างไรก็ตาม FED ไม่ได้กล่าวถึง “REVERSAL” หรือ การปรับขึ้น FED Fund Rate หลังจากหยุด TAPERING แต่อย่างใด
หลังจาก Lehman crisis ในปี 2008 FED ได้ใช้นโยบายอัดฉีดสภาพคล่องผ่านกระบวนการที่เรียกว่า QE (QE1 QE2 และ QE3) Balance sheet ของ FED เติบโตขึ้นจาก USD 1 Trn เป็น USD 3 Trn ในปัจจุบันซึ่งในฝั่ง Asset เต็มไปด้วยตราสารหนี้ประเภท MBS (Mortgage-Backed Securities) และ UST (US Treasury) เพื่อกดให้อัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำ ซึ่งเอื้อให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจเกิดขึ้นได้ง่ายกว่าภาวะดอกเบี้ยสูง
เมื่อเศรษฐกิจมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น ภาคอสังหาฯ เริ่มฟื้นตัว การจ้างงานเริ่มดีขึ้น FED กลับต้องเผชิญกับภาวะที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกอีกครั้ง เมื่อต้องเตรียมการ EXIT ออกจากนโยบายการเงินแบบผ่อนปรน (Accommodative monetary policy) ที่ได้ดำเนินมาตั้งแต่ปี 2009 การ EXIT ที่ว่า ก็คือ กระบวนการ TAPERING นั่นเอง
TAPERING ไม่ได้ทำให้เม็ดเงินในตลาดลดลง แต่จะโตขึ้นในอัตราที่ต่ำลงเพราะเม็ดเงินที่เข้าซื้อรายเดือนลดลง แตกต่างจาก REVERSAL ซึ่งจะเกิดเมื่อ FED เริ่มเข้าสู่กระบวนการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายและเริ่มขายตราสารหนี้ในพอร์ตออกสู่ตลาด นี่คือ concern ที่ FED หลายท่านออกมากล่าวย้ำอยู่ตลอดเวลาแม้กระทั่งในต้นเดือน ก.ค.
กระบวนการ EXIT ที่ไม่ดีจะทำให้นักลงทุนทั่วโลกตื่นตระหนก บรรยากาศการลงทุนในทุกตลาด จะเข้าสู่ภาวะผันผวนและขาดสภาพคล่อง ตลาดบอนด์จะ Crash เพราะ Yield ปรับขึ้นรุนแรง - นี่ไม่ใช่เรื่องที่เกินจริง - เพราะเหตุการณ์นี้เคยเกิดขึ้นในวันที่ 4 ก.พ. 1994 วันที่ FED ตัดสินใจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1989
ว่ากันว่า Statement ที่ออกมามีเพียงไม่กี่บรรทัด และเป็นการส่งออกในทันทีหลังจากการประชุม FOMC เสร็จสิ้น ไม่น่าแปลกใจที่ตลาดจะ panic อย่างมาก Yield ของ UST 10 ปี ปรับขึ้นจาก 5% ไป 8% ภายในเวลาเพียง 6-7 เดือน
บทเรียนในปี 1994 ทำให้ FED ให้ความสำคัญกับ Communication กับตลาดอย่างมาก เพื่อเตรียมให้นักลงทุนและผู้ประกอบการปรับตัว ในปี 1994 Yield มีการกระชากขึ้นรุนแรงมาก “ทันที” หลังจาก First rate hike ตรงข้ามกับในปี 2004 ซึ่ง Yield ค่อยๆปรับขึ้นล่วงหน้าก่อนการประชุม เห็นได้อย่างชัดเจนว่า FED เตรียมตัวดีมากในปี 2004 เพราะไม่อยากให้ตลาดเกิดภาวะตื่นตระหนกดังที่เกิดขึ้นในปี 1994 ซ้ำรอยอีก ในครั้งนี้ FED จึงให้ความสำคัญกับการส่งผ่านนโยบายสู่ตลาดแต่เนิ่นๆ
โดยทั่วไป การฟื้นตัวมักเป็นเรื่องที่ดี แต่ในครั้งนี้ ใครเลยจะคิดว่า การฟื้นตัวของเศรษฐกิจของสหรัฐ จะทำให้นักลงทุนทั่วโลกอกสั่นขวัญผวาได้มากเพียงนี้ ....คงไม่มีใครรู้ว่า RISK-OFF ในครั้งนี้จะจบลงเมื่อใด แต่เหตุการณ์ในปีนี้ทำให้ทุกคนรู้อย่างถ่องแท้ว่า มันเป็นการฟื้นตัวที่เจ็บปวดไม่แพ้ตอนที่สหรัฐ เข้าสู่วิกฤตเลห์แมน(Lehman) เลยทีเดียว