วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

“การคิด” ไม่ใช่แค่ “หมากรุก” เท่านั้น (1)

ปลัดกระทรวงศึกษาธิการได้เสนอให้โรงเรียนในสังกัดกระทรวงเพิ่มวิชาเรียนหมากรุกโดยจะจัดเป็นโครงการเด็กไทยคิดเป็นผ่านเกมหมากรุก

หลังจากที่ท่านได้เดินทางไปดูงานที่ประเทศรัสเซีย เพราะท่านเห็นว่าการเรียนหมากรุกในประเทศรัสเซียนั้นสัมพันธ์อย่างมีผลโดยตรงต่อการเพิ่มศักยภาพในการเรียนวิชาทางด้านคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี (ข่าวสด 25 มิถุนายน)

ทันทีที่ผมอ่านข่าวนี้ ผมเดาอยู่สองเรื่องด้วยกัน เรื่องแรกเดาว่าท่านปลัดฯเล่นหมากรุกไม่เป็น หรือถ้าเล่นเป็นฝีมือก็คงจะไม่ดีแน่ๆ เรื่องที่สองคือท่านไม่น่าจะมีประสบการณ์มากนักในการ "สอนหนังสือ" หรือเป็นครู-อาจารย์อย่างจริงจังมาก่อน

ต้องบอกก่อนนะครับไม่ใช่ว่าหากขาดคุณสมบัติสองข้อนี้แล้วจะเป็นผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องประสบการณ์การสอนหนังสือ เพราะไม่อย่างนั้น เดี๋ยวนักการเมืองบ้าจี้หรือบรรดาข้าราชการผู้ใหญ่ (ที่เคยมีประสบการณ์เป็นครูบ้าง) กระหายอำนาจจะใช้เป็นข้ออ้างในการแผ้วทางเฉพาะสำหรับตนหรือพรรคพวกตนเท่านั้นให้ได้โอกาสเข้าไปเป็นรัฐมนตรี เพราะผู้บริหารที่มีคุณภาพจำนวนมากไม่จำเป็นที่จะต้องมาจากการเป็นผู้มีประสบการณ์ในเรื่องนั้นๆ หรอกครับ

ทุกคนในสังคมไทยรู้ดีว่าระบบการศึกษาไทยไม่ได้สอนให้นักเรียนคิดเป็นมีมานานมากแล้ว คนรวยและคนชั้นกลางที่พอมีเงินมากหน่อยก็จะหนีระบบการศึกษาไทยไปสู่โรงเรียนนานาชาติหรือส่งไปเรียนต่างประเทศ ความพยายามจะแก้ไขปัญหานี้ก็มีมาโดยตลอดแต่ก็ไร้ผลมาโดยตลอดเช่นกัน (เศร้าใจจุงเบย)

ผมคิดว่าเราต้องทำความเข้าใจกระบวนการคิดกันให้ชัดเจนก่อนนะครับ ไม่อย่างนั้นแล้วการเสนอวิชาใหม่ๆ หรือโครงการใหม่ๆ ก็จะเกิดขึ้นอีก ผมเชื่อร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าหากโครงการเรียนหมากรุกมีคะแนนมากขึ้น ก็จะมีการสอนพิเศษ “เทคนิค” การเล่นหมากรุกจะขยายตัวมากขึ้น เหมือนการสอนพิเศษ “เทคนิค” การทำข้อสอบ (พูดง่ายๆ คือเทคนิคการกาข้อสอบ) แบบที่เป็นหลักในการสอบเข้ามหาวิทยาลัยอยู่ในทุกวันนี้ (นักศึกษาไทยจึงเน้นเฉพาะว่าฉันจะกาอย่างไรให้ได้คะแนนเท่านั้น)

เริ่มต้นกันว่า การคิดคืออะไร และมีกระบวนการอย่างไร

การคิด คือ กระบวนการไตร่ตรองหา “ทางออก” หรือ “ข้อสรุป” ในเรื่องหนึ่งๆ โดยจะเริ่มต้นจากการมองเห็น “ปัญหา” ก่อนว่าสิ่งที่กำลังเห็นอยู่นั้นเป็น “ปัญหา” ในความหมายที่ว่าเป็นอะไรสักอย่างหนึ่งที่ยังไม่เข้าใจ/ยังจัดการไม่ได้ /ขัดขวางสิ่งที่น่าจะเกิดขึ้น/หรือเป็น “คำถาม” ที่ต้องการคำตอบ

จากนั้น ในกระบวนการคิดของมนุษย์ ก็จะต้องเริ่มด้วยการแสวงหาทางที่จะจัดการแก้ไข/ปรับปรุง/หรือทำความเข้าใจ “ปัญหา” นั้นว่าจะทำอะไรต่อและทำได้อย่างไร ในขั้นตอนนี้ มนุษย์ก็จะพยายามเข้าใจในตัว “ปัญหา” ให้ชัดเจนด้วยการแยกแยะ/พยายามมองความแตกต่างหรือความคล้ายคลึงของตัว “ปัญหา” ที่ต้องการตอบกับเรื่องอื่นๆ

ในกระบวนการทำความเข้าใจตัว “ปัญหา” มนุษย์ก็จะทดลองในสมองที่จะจินตนาการสร้างสายใย “เชื่อมต่อ” ระหว่างตัว “ปัญหา” หรือบางส่วนของตัว “ปัญหา” กับปัจจัยอื่นๆ (หรือจะเรียกว่า “ตัวแปร” ก็ได้) โดยจะกระบวนนี้ก็จะแยกระหว่างปัจจัยที่สัมพันธ์โดยตรง กับปัจจัยที่น่าจะเกี่ยวแต่ไม่มีผลมากนัก

กระบวนการสร้างจินตนาการสร้างสายใย "เชื่อมต่อ" เช่นนี้จะเป็นเครื่องวัดคุณภาพในการคิดของมนุษย์ หากมนุษย์คนนั้นมีข้อมูลพื้นฐานมากมายและหลากหลาย, มีความรู้พื้นฐานในระบบของการเชื่อมโยงข้อมูลแบบเก่าๆ มาก่อน รวมทั้งเคยตั้งข้อสงสัยในการเชื่อมโยงข้อมูลต่างๆ มาก่อน ก็จะทำให้สามารถที่จะจินตนาการมองเห็นสายสัมพันธ์ระหว่าง “ข้อมูล” ปลีกๆ นั้นได้สลับซับซ้อนมากขึ้น และมีอำนาจ/พลังในการอธิบายตัว "ปัญหา" ได้กระจ่างและมีประสิทธิภาพมากขึ้น (ประเด็นนี้จะขยายต่อไปข้างหน้า)

มนุษย์ทุกคนต้องคิด เพราะการคิดเป็นเรื่องที่ทำให้มนุษย์ดำรงชีวิตอยู่ได้ การคิดแบ่งได้หลายระดับ แต่จะขอแบ่งในที่นี่เพียงสองระดับ เพื่อทำความเข้าใจได้ง่ายมากขึ้น ระดับแรก ได้แก่ การคิดในชีวิตประจำวัน ระดับที่สอง ได้แก่ การคิดในเชิงวิชาการ

มนุษย์ทุกคนล้วนแต่ต้องคิด การคิดในระดับชีวิตประจำวันเกิดขึ้นทุกวัน เช่น การคิดว่าเช้านี้จะเอาอะไรมากินดี ในตู้เย็นหรือตู้กับข้าวมีอะไรเหลือให้ (กู) กินบ้าง (ว่ะ), วันนี้ออกจากบ้านสายกว่าปรกติ รถคงจะติดมากมาย จะเลี่ยงไปทางไหนดีหรือว่าจะเลือกนั่งแท็กซี่ไปต่อรถไฟฟ้าดี, เมื่อวานขายไก่ปิ้งได้ยี่สิบไม้ วันนี้จะมีคนเดินผ่านมากเท่าเมื่อวานไหม จะเพิ่มขึ้นอีกสักยี่สิบไม้จะขายได้ไหม ฯลฯ

การคิดในระดับชีวิตประจำวันไม่ใช่เพียงแค่การคิดเพียงเพื่อแก้ปัญหาชีวิตประจำวันไปวันๆ เท่านั้น หากแต่การคิดในระดับนี้สามารถที่จะเชื่อมโยงต่อไปถึงการคิดเพื่อคาดการณ์ในอนาคตได้อีกด้วย หรือจะเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าการคิดแบบวางแผน คนขายไก่ปิ้งทุกวันก็ย่อมจะมีความรู้หรือ "ข้อมูล" ชุดหนึ่งที่จะบอกให้เขารู้ว่าการขายไก่ปิ้งในทำเลไหนช่วงเวลาใดจึงจะขายดีกว่า รวมทั้งรู้ว่าการขายไก่ปิ้งให้ได้เงินมากขึ้นควรจะทำอย่างไร เช่น พูดคุยอย่างเป็นกันเองกับลูกค้าฯลฯ

กระบวนการคิดในชีวิตประจำวันที่ขยับขึ้นไปสู่การวางแผนอนาคตก็เกิดขึ้นปรกติเช่นกัน หากแต่จะดำเนินไปได้หรือไม่เพียงใด ขึ้นอยู่กับโอกาสและการรับรู้ข้อมูลเกี่ยวกับโอกาสในการเข้าถึงทรัพยากรอื่นๆ ที่จะช่วยสนับสนุนมีมากหรือน้อยซึ่งจะเป็นตัวกำหนดการปฏิบัติตามการคิดแบบวางแผนนี้ ธนาคารกรามีนของยูนูสในประเทศบังคลาเทศได้เห็นความสำคัญของเรื่องนี้และได้ใช้พนักงานธนาคารเป็นผู้สนับสนุนการคิดของผู้ค้ารายย่อยให้เกิดผลและถือได้ว่าธนาคารกรามีนนั้นประสบผลสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ทีเดียว

การคิดในชีวิตประจำวันจะมีประสิทธิภาพหรือสลับซับซ้อนเพียงพอในการดำเนินชีวิตประจำวันหรือไม่ย่อมขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย และปัจจัยที่สำคัญที่จะช่วยให้การคิดในชีวิตประจำวันมีคุณภาพมากขึ้น ได้แก่ ระบบการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งทุกคนในรัฐต้องผ่าน กับ ระบบการสื่อสารของสังคม

ที่ต้องเน้นในวันนี้ก่อนก็คือว่าการคิดเป็นเรื่องปรกติของมนุษย์ แต่รัฐและสังคมจะต้องมีหน้าที่พัฒนาและยกระดับของการคิดทั้งกระบวนการให้มีพลังในการเพิ่มศักยภาพของคนให้มากขึ้น ซึ่งจำเป็นต้องคิดทั้งระบบไม่ใช่แค่การเห็นไรแปลกๆ ก็คือว่า "ใช่เลย" แล้วนำมายัดไว้ในระบบการศึกษาโดยที่ไม่ทำความเข้าใจ “ปัญหา” ที่กำลังจะแก้ไขให้ชัดเจน

ขอต่อคราวหน้านะครับ