ความวุ่นวายในองค์กรใหญ่อย่าง ปตท. ระยะหลังๆ มานี้ ดูเหมือนจะมีอะไรที่ซับซ้อนซ่อนเงื่อนพอสมควร
ซับซ้อนทั้งการทำธุรกิจ ซับซ้อนทั้งคน ซับซ้อนทั้งผู้นำภายในและภายนอกองค์กร
แน่นอนว่า องค์กรยิ่งใหญ่ ปัญหาก็ยิ่งเยอะ ความต้องการ ความอยากของผู้คน ก็มีมากขึ้น
หากมองไปภายใน ปตท.วันนี้ ดูเหมือนจะมีแต่ความขัดแย้ง มีกลุ่ม มีพรรค มีพวก ล้วนแล้วแต่มาจากคนข้างใน หากเป็นอย่างนี้ จะหาความเป็น "เอกภาพ" ได้อย่างไร สวนทางกับความเป็นจริงที่องค์กรแห่งนี้ จะเดินไปข้างหน้าได้อย่างไร หากผู้คนมีแต่ความ"เกลียดชัง" กัน
จริงๆ แล้ว ความยิ่งใหญ่ของ ปตท.น่าจะเป็นแบบอย่างให้กับหน่วยงานอื่นๆ ได้ และควรเป็นองค์กรมืออาชีพเสียด้วยซ้ำ นั่นหมายถึงว่าองค์กรแห่งนี้ มีบุคคลกรที่ดี มีเงินสูงสุด แต่ในความเป็นจริงเกิดอะไรขึ้นทำไม? จึงมีแต่ความ "ขัดแย้ง"
แม้กระทั่ง "ว่าที่ประธานบอร์ดคนใหม่" ของปตท.อย่าง ปานปรีย์ พหิทธานุกร ที่ถูกจัดวางให้เข้ามาจัดระเบียบ ปตท.ก็มองเห็นปัญหานี้อยู่เช่นกัน แต่สิ่งสำคัญทุกคนมี "คนถือหาง"ต่างหาก ฉะนั้นบทบาทสำคัญของ ปานปรีย์ จะปลดล็อกปัญหานี้ได้อย่างไร
วันศุกร์นี้ น่าจะเป็นวันที่คณะกรรมการ ปตท.จะได้มีมติแต่งตั้ง ปานปรีย์ อย่างเป็นทางการ เพื่อเข้ามารับหน้าที่ประธานบอร์ด และภาระหนักอึ้งของประธานบอร์ด ปตท.คนใหม่นั้น ไม่เฉพาะแต่เข้ามาเพื่อทำนโยบายการบริหารงานของปตท.เท่านั้น แต่ก่อนที่จะวางนโยบายการจัดหาพลังงาน เหนือสิ่งอื่นใด ปานปรีย์ อาจต้องจัดระเบียบและวางกติกาเพื่อเรียกศรัทธาขององค์กรกลับคืนมาก่อน หากยังปล่อยให้องค์กรแห่งนี้ มีแต่ความขัดแย้ง เด็กคนนั้น นายคนนี้ ปัญหาก็จะไม่จบ
ถึงแม้ ปานปรีย์ จะไม่สามารถห้ามใครคบใครได้ แต่เมื่อทุกคนอยู่ในองค์กรแห่งนี้ ก็ต้องทำให้เกิดความสามัคคี และจำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องวางแนวนโยบายการทำงานในองค์กรแห่งนี้และจัดการกับสิ่งที่เกิดขึ้นให้ได้ อย่างที่ พงษ์ศักดิ์ รักตพงษ์ไพศาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ไว้วางใจ ด้วยความเชื่อที่ว่า เป็นมืออาชีพ สามารถแยกแยะอะไรได้ดี
ส่วนการบริหารจัดการภายในองค์กร อะไรที่ยังเคลือบแคลง อะไรที่ยังมีข้อสงสัย โดยเฉพาะธุรกิจ 200-300 บริษัท ที่ซุกซ่อนอยู่ต่างประเทศ กำไรขาดทุนเป็นอย่างไร ผลพวงที่บริษัทอย่างปตท.ได้รับผลประโยชน์จริงหรือไม่ มากน้อยแค่ไหน ตรงนี้ก็น่าจะสร้างความกระจ่างได้
อะไรที่ผู้คนอยากรู้อยากถาม หรืออยากจะจัดการ ในฐานะประธานบอร์ด เชื่อว่าสามารถทำได้ และเป้าหมายสำคัญคือทำให้ ปตท.เป็นองค์กรที่โปร่งใส ลดความเคลือบแคลงของผู้คนในสังคมลง
งานใหญ่อีกอย่างที่ ปานปรีย์ จะต้องร่วมวงหาทางออกกับกรรมการท่านอื่นๆ นั่นคือการพิจารณาคุณสมบัติของ ไพรินทร์ ชูโชติถาวร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ปตท. กรณีถูกร้องเรียน หลังไปรับตำแหน่งกรรมการอิสระในบริษัท เฟรเซอร์ แอนด์ นีฟ จำกัด (มหาชน) หรือเอฟแอนด์เอ็น ในเครือของ เจริญ สิริวัฒนภักดี ขัดต่อ พ.ร.บ.คุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2518 ห้ามผู้บริหารรัฐวิสาหกิจเป็นกรรมการหรือที่ปรึกษาทำงานให้บริษัทอื่น เว้นแต่ประธานกรรมการบริษัทมอบหมาย ตามมาตรา 8 (2) หรือไม่นั้น
เรื่องนี้ผลสรุปที่แท้จริง คงอยู่ที่ประธานสอบอย่าง จุลสิงห์ วสันตสิงห์ ซึ่งมีกรรมการร่วมพิจารณาด้วยกัน 3 ท่าน ที่จะเริ่มพิจารณาวันที่ 12 ก.ค.นี้ แต่ในฐานะประธานบอร์ด ก็ต้องรับรู้รับทราบและต้องสร้างความกระจ่างให้เกิดขึ้น ส่วนจะออกมาในรูปแบบไหน ก็ต้องทำให้เป็นบรรทัดฐานขององค์กรแห่งนี้
ส่วนตัว มีความเชื่อว่าปานปรีย์ น่าจะเข้ามาจัดการสารพัดปัญหาที่เกิดขึ้นในองค์กรแห่งนี้ได้ ส่วนจะมากหรือน้อยอยู่ที่ความร่วมมือของคนในองค์กรนั่นเอง ยิ่งกว่านี้หากทุกอย่างสามารถจัดการได้ อาการแทรกซ้อนจากภายนอก น่าจะเบาบางลง รวมทั้งการสร้างขุมกำลังน่าจะทุเลาลง
ปตท.วันนี้เรียกว่า "วิบากรรม" ยังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ถ้าวันนี้คนในองค์กรยังไม่คิดจะรักกัน ก็อย่าหวังว่าคนภายนอกเขารักคุณ ตรงกันข้าม จะยิ่งมีแต่ข้อสงสัย เคลือบแคลงไม่สิ้นสุด






