ภาวะผันผวนตลาดเงิน ตลาดทอง และตลาดหุ้น ในยามนี้ ทำให้คนไทยไม่น้อย ต้องตระหนักว่าจะต้องเรียนรู้
ที่จะ “บริหารความไม่แน่นอน” ของเศรษฐกิจ และเลิกคิดว่าจะได้อะไรมาง่ายๆ
เพราะอะไรที่ได้มา “ฟรี” นั้น จะต้องจ่ายด้วยราคาแพงกว่าปกติเสมอ เพราะว่าคนเสนอของฟรีจะต้องมีวาระซ่อนเร้นอยู่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ผมจึงยินดีเมื่อได้เห็นธุรกิจเอกชนหลายแห่งรวมตัวกันไป “ลงนามบันทึกความร่วมมือ” เพื่อขับเคลื่อนการประยุกต์ใช้ปรัชญา “เศรษฐกิจพอเพียง” เพื่อความยั่งยืนของเศรษฐกิจไทย
คนไทยทุกวันนี้เปราะบางยิ่ง บาทแข็งมีปัญหา บาทอ่อนก็ไม่พอใจ ดอกเบี้ยขึ้นก็ไม่ชอบ ดอกเบี้ยลงก็บ่น...เงินต่างชาติไหลเข้าไทยก็วุ่นวาย และเมื่อไหลออกก็ปั่นป่วน
เพราะว่าคนไทยไม่เคยต้องบริหาร “ความผันผวน” และเรียกร้องให้ทุกอย่างต้องเป็นไปตามที่ตนต้องการ ทั้งๆ ที่ ในชีวิตความเป็นจริงไม่มีอะไรที่จะกำหนดตายตัวตามที่ตนต้องการได้
เพราะว่าสิ่งที่เราต้องการ อาจจะตรงกันข้ามกับสิ่งที่คนอื่นเรียกร้อง ได้เสมอ
“ความพอเพียง” กับ “ความพอดี” เป็นหัวใจของการบริหารเพื่อให้เกิดความยั่งยืน เพราะหากว่าไม่ยึดมั่นในความพอเพียงแล้ว ธุรกิจบางแห่งก็มุ่งแสวงหากำไรจนไร้ขอบเขต ไร้สติ และนั่นย่อมไม่ใช่วิถีทางที่ยั่งยืนได้
อาทิตย์ก่อน ผู้บริหารของ 7 องค์กร ผู้นำขับเคลื่อนการประยุกต์ใช้ปรัชญา “เศรษฐกิจพอเพียง” มาจาก ปูนซิเมนต์ไทย (เอสซีจี), ปตท., บางจากปิโตรเลียม, ซีพีออลล์, เบทาโกร, โตชิบาไทยแลนด์ และ กลุ่มมิตรผล
ตกลงกันว่า จะนำหลักปฏิบัตินี้ไปขยายผลกับกิจการในเครือและคู่ค้า โดยความร่วมมือมีกรอบเวลา 3 ปี คาดว่าในปีแรกจะเพิ่มจำนวนองค์กรธุรกิจได้มากกว่า 35 แห่ง
ผู้นำธุรกิจที่มารวมตัวกันพร้อมกับมูลนิธิสถาบันวิจัย และพัฒนาประเทศยืนยันว่า ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงจะสร้าง “ภูมิคุ้มกัน” ต่อความผันผวนของเศรษฐกิจ และสร้างความแข็งแกร่งในระยะยาวได้
ผู้มาร่วมในการลงนามวันนั้น เห็นพ้องกันว่าจำนวนธุรกิจที่เติบโตอย่างยั่งยืน ด้วยวิถีพอเพียงยังมีไม่มากพอ ที่จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง แต่หากการร่วมมือครั้งนี้ ช่วยให้เกิดธุรกิจที่ก้าวสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยวิถีพอเพียงแค่ 25% ตามที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีรับสั่งว่าถ้าทำได้ 1 ใน 4 ก็เพียงพอ ที่จะทำให้เกิดความก้าวหน้าที่ผาสุกยั่งยืนร่วมกันในสังคมไทยได้
ผู้บริหารที่มาร่วมบอกตรงกันว่า หากใช้ “ความพอเพียง” ในการบริหาร ไม่ทำมากเกินไป ไม่ทำน้อยเกินไป และยึดหลักธรรมาภิบาล และความถูกต้อง ชอบมาพากล ก็จะสามารถสร้าง “ภูมิคุ้มกัน” อย่างมีประสิทธิภาพอย่างแน่นอน
จะว่าไปแล้ว การทุจริตประพฤติมิชอบในแวดวงการเมืองและราชการ ก็มีสาเหตุมาจากการไม่ตระหนักถึงหลักการ “พอเพียง” ซึ่งมาจากความโลภ ต้องการได้ในสิ่งที่ตนไม่ควรได้ และแสวงหาสิ่งที่เกินเลย ความถูกต้องชอบธรรม
การสร้างความ “พอเพียง” ต้องเริ่มจากเยาวชนไทย ที่ต้องได้รับการบ่มเพาะให้รู้ซึ้งถึงความสำคัญของคำว่า “ดุลยภาพ” อันหมายถึง การเดินสายกลาง ไม่ถูกความ “เห็นแก่ได้” เข้ามาครอบงำ จนลืมไปว่าหากสังคมอยู่ไม่ได้
และหากช่องว่างในสังคมมีมากเกินไป เพราะความละโมบของคนบางกลุ่ม คนมีสิทธิพิเศษ และผู้เอารัดเอาเปรียบผู้อื่นก็อยู่ไม่ได้เช่นกัน
หากว่า...ธุรกิจเอกชนรวมกลุ่มกันขับเคลื่อนต่อต้านคอร์รัปชันในทุกระดับ เคียงคู่ไปกับการตอกย้ำความสำคัญของ “เศรษฐกิจพอเพียง” เราก็อาจจะยังพอมีหวังเห็นแสงสว่างที่ปลายถ้ำ...สำหรับบ้านเมืองเราได้









