ย่างเข้าครึ่งปีหลัง หลายฝ่ายคงใจจดใจจ่อและตั้งคำถาม ว่า นับจากนี้จนถึงสิ้นปี เศรษฐกิจจะไปได้อย่างสดใสหรือไม่
หลังจากนโยบายกระตุ้นหลายอย่าง รวมถึงโครงการรถยนต์คันแรกปิดฉากไปแล้ว ในท่ามกลางที่สำนักวิจัยบางแห่งได้เริ่มปรับประมาณการเศรษฐกิจปีนี้ลงบ้างแล้ว หลังจากเศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจโลก ที่ยังฟื้นตัวล่าช้า และเริ่มส่งผลกระทบต่อการบริโภคภายในประเทศ จากการส่งออกสินค้าเกษตรที่ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง
สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ซึ่งเป็นหน่วยงานด้านการวิจัยของกระทรวงการคลัง ปรับประมาณการผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือ จีดีพี ปีนี้ลงเหลือ 4.5% จากคาดการณ์เดิมเมื่อต้นปีที่ 4.8% ด้วยเหตุผลที่เศรษฐกิจประเทศคู่ค้า 14 ประเทศ ยังฟื้นตัวล่าช้า โดยเฉพาะ จีน ยุโรป สหรัฐ และ ญี่ปุ่น ด้าน ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท. ก็เตรียมปรับลดคาดการณ์ตัวเลขส่งออก หลังจากกระทรวงพาณิชย์รายงานการส่งออกเดือนพ.ค. ติดลบ 5.25% ขณะที่การส่งออกเฉลี่ย 5 เดือนแรกของปีนี้ เติบโต 1.86% ซึ่งถือว่าต่ำกว่าที่ ธปท. คาดการณ์ไว้ นอกจากนั้น ธปท. ยังส่งสัญญาณว่าอาจพิจารณาปรับประมาณการตัวเลขเศรษฐกิจโดยรวมลง จากเดิมซึ่งเคยมองว่าจะเติบโตได้ประมาณ 5.1%
หากว่าดูปัจจัยภายนอกที่ส่งผลกระทบต่อหลายประเทศรวมถึงไทย อย่างกรณีของเศรษฐกิจจีนนั้น ตัวเลขที่รายงานออกมาในระยะหลัง ค่อนข้างซบเซา ล่าสุด ดัชนีผู้จัดการจัดซื้อลดลงเหลือ 50.1 จุด ช่วงเดือนมิ.ย. จาก 50.8 จุด เมื่อเดือนพ.ค. ซึ่งแม้ว่ายังยืนเหนือระดับ 50 อันหมายถึงการขยายตัวได้ แต่ก็ดูน่าหวาดเสียว และตอกย้ำความวิตกของหลายฝ่ายว่าการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน อาจดิ่งลึกลงมากขึ้นในไตรมาส 2 โดยเฉพาะเมื่อจีนมีท่าทีลังเลที่จะลงมือดำเนินการเพื่อกระตุ้นการเติบโต เพราะว่าภาคอุตสาหกรรมการผลิตที่เติบโตช้าลง ประกอบกับสินเชื่อในตลาดเงินที่ส่อเค้าตึงตัว อาจเป็นปัจจัยที่ดึงรั้งเศรษฐกิจจีนปีนี้
นับถึงขณะนี้ ดูเหมือนว่าผู้นำจีนรับได้กับเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง โดยประธานาธิบดีเอ่ยปากเองว่า ทางการไม่ควรได้รับการยกย่องว่าเป็น "ฮีโร่" หากมุ่งมั่นผลักดันเศรษฐกิจให้ขยายตัวโดยไม่คำนึงถึงสิ่งอื่น อันสะท้อนว่าผู้นำใหม่เน้นผลักดันการปฏิรูประบบตลาดเสรี และสร้างสมดุลให้กับการลงทุน ซึ่งทิศทางของเศรษฐกิจที่มีขนาดใหญ่อันดับ 2 ของโลกจะมุ่งหน้าไปในทางใดนั้น น่าจะชัดเจนมากขึ้นเมื่อมีการรายงานข้อมูลทางเศรษฐกิจสำหรับเดือนมิ.ย. ออกมามากขึ้นในช่วง 2 สัปดาห์หน้า
เศรษฐกิจของอีกซีกโลกหนึ่ง ที่มีความสำคัญต่อไทยเช่นกัน อย่าง สหภาพยุโรป ก็จะมีการประชุมรายเดือนของธนาคารกลางสัปดาห์นี้ ซึ่งคาดว่าจะไม่เปลี่ยนแปลงแนวนโยบายในอนาคตอันใกล้ หลังจากนักลงทุนแตกตื่นกับท่าทีของธนาคารกลางสหรัฐ ซึ่งส่งสัญญาณว่าอาจเริ่มชะลอการเข้าซื้อพันธบัตร แต่ข้อมูลล่าสุด ระบุว่า เศรษฐกิจสหรัฐขยายตัวเพียง 1.8% ช่วงไตรมาสแรก ซึ่งจุดประกายความหวังขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง ว่า ธนาคารกลางสหรัฐจะยังไม่ยุติมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ
ในท่ามกลางความผันผวนและทิศทางที่ยังไม่ชัดเจนของเศรษฐกิจยักษ์ใหญ่ในโลก ซึ่งล้วนเป็นตลาดส่งออกของไทยนั้น หากตลาดเหล่านี้เกิดความซบเซาขึ้นมาในเวลาไล่เลี่ยกัน ก็ย่อมส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้น ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องจึงต้องจัดวางแนวทางรับมือผลกระทบต่างๆ อย่างทันท่วงที









