วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

โครงการน้ำ3.5แสนล. หลังคำสั่งศาลปกครอง

เรียกว่า"ป่วน"กันพอสมควรหลังศาลปกครองมีคำพิพากษาให้รัฐบาลปฏิบัติหน้าที่ตามที่มาตรา ๕๗ วรรคสอง

และมาตรา ๖๗ วรรคสองของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย กำหนดให้ต้องปฏิบัติ ด้วยการนำแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำไปดำเนินการจัดให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนอย่างทั่วถึง ตามเจตนารมณ์ของส่วนที่ ๑๐ สิทธิในข้อมูลข่าวสารและการร้องเรียน และดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดให้มีการศึกษาและจัดให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและผู้มีส่วนได้เสีย ตามเจตนารมณ์ของส่วนที่ ๑๒ สิทธิชุมชน ซึ่งอยู่ในหมวด ๓ สิทธิเสรีภาพของปวงชนชาวไทยของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ก่อนที่จะดำเนินการจ้างออกแบบและก่อสร้างในแต่ละแผนงาน (Module)ส่วน คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกไป

อาการ"ป่วน"ไม่ใช่เพียงรัฐบาลเท่านั้นหากในสังคมโซเซียลมีเดียก็เช่นกันเพราะมีทั้งเสียงวิพากษ์วิจารณ์เห็นด้วย และเสียงวิพากษ์วิจารณ์ไม่เห็นด้วย รวมไปถึงการดึงเอาการเมืองว่าด้วยเรื่องของสีเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ในเรื่องของความพยายามล้มรัฐบาล ซึ่งจะว่าไปแล้วหากสังคมมีเหตุผลในการไตร่ตรองโครงการ โดยไม่มีอคติทางการเมือง ความชอบหรือไม่ชอบรัฐบาล จะพบว่า "โครงการจัดการน้ำ3.5แสนล้าน"มีหลักการเหตุผลที่ควรจะยอมรับเพราะถึงวันนี้คงต้องบอกว่าประเทศไทยจำเป็นต้องลงทุนในเรื่องการจัดการน้ำ เนื่องจากสภาพอากาศที่ปรวนแปร ธรรมชาติที่เปลี่ยนแปลงและคาดเดาได้ยาก จะเห็นได้จากยุโรปปีนี้น้ำท่วม

ความไม่แน่นอนของสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้การจัดการแบบเดิมๆด้วยเครื่องมือเดิม คงไม่สามารถรับมือได้ โดยเฉพาะการจัดการน้ำแบบราชการ เพราะแม้ว่ากรมชลประทานจะมีความพยายามในการจัดการน้ำมากกว่า 100 ปี(พึ่งฉลองครบรอบ100ปีไปไม่นาน)แต่เพิ่มพื้นที่ชลประทานได้ไม่เกิน 5% เขื่อนจำนวนมากที่วางแผนดำเนินการไม่สามารถสร้างได้มานานกว่า 10 ปีซึ่งไม่ใช่เรื่องของการคัดค้านจากประชาชนอย่างเดียวหากเป็นเรื่องความต่อเนื่องของงบประมาณ ที่ส่วนใหญ่ทำได้เพียงศึกษาความเป็นไปได้ ทำให้การจัดการน้ำของไทยไม่ทันสมัยไม่เท่าทันความเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศที่เปลี่ยนไปจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องลงทุนระบบและวิธีการจัดการน้ำแบบใหม่

เพราะฉะนั้นในเชิงหลักการแล้ว โครงการจัดการน้ำและการลงทุนถือเป็นดีที่ต้องดำเนินการและต้องชมรัฐบาลที่กล้าหาญในการตัดสินใจ แต่สิ่งที่ถือเป็นจุดอ่อน คือกระบวนการอาจจะรวบรัดและเร่งรีบจนเกินไป จนขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน ขณะที่โครงการนี้เป็นโครงการขนาดใหญ่ที่อาจจะกระทบประชาชนจำนวนมาก ซึ่งหากมองในมุมนี้ คำสั่งศาลปกครองก็เพื่อให้เกิดการรอบคอบมากขึ้นไม่ได้ต้องการหยุดหรือระงับโครงการตามคำขอของสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน

นอกจากนี้หากตรวจสอบจากคำสั่งศาล ๕๗ วรรคสอง นายปลอดประสพ สุรัสวดี รองนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาระบุว่า เตรียมจัดรับฟังความคิดเห็นประชาชนในทุกภาคโดยจะใช้เวลา 2 เดือน ส่วนมาตรา ๖๗ วรรคสองของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย สำหรับและมาตรา ๖๗ วรรคสองหรือโครงการประเภทกิจการรุนแรงที่กระทบต่อชุมชน ทีต้องจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมและรายงานผลกระทบสุขภาพตามที่ศาลสั่งนั้นเมื่อตรวจสอบจะพบว่าทั้ง 9 โมดูล มีเพียง โมดูเอ1 และโมดูลบี 1 ที่ว่าด้วยการสร้างอ่างเก็บน้ำ ซึ่งในเรื่องนี้ นายสันติ บุญประคับเลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อม (สผ.) ระบุว่าจากการตรวจสอบโครงการที่เข้าข่ายตาม มาตรา ๖๗ วรรคสองมีเพียง จำนวน 4 เขื่อน คือเขื่อนแม่วงก์ เขื่อนยมบนและเขื่อนยมล่าง โครงการพัฒนาลุ่มน้ำชีตอนบน ซึ่งมีขนาดอ่างเก็บน้ำที่มีความจุเกิน 100 ล้านลูกบาศก์เมตร ส่วนโครงการ"ฟลัดเวย์"นั้น นายสันติบอกว่า ไม่เข้าข่าย มาตรา ๖๗ วรรคสอง เพราะไม่ได้ผันน้ำข้ามลุ่ม และไม่ได้ขุดคลองในพื้นที่ป่าชั้น1เอ จึงไม่เข้าข่ายดำเนินการ

แต่อย่างไรก็ตามนายธงทอง จันทรางศุ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ได้มีมติตั้งคณะทำงานเพื่อวิเคราะห์ความเห็นเกี่ยวกับกฎหมาย โดยจะขอให้นายกรัฐมนตรีแต่งตั้งนายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษา เป็นประธานคณะกรรมการชุดดังกล่าว ส่วนรัฐบาลจะยื่นอุทธรณ์หรือไม่ ก็จะต้องรอความเห็นจากคณะกรรมชุดดังกล่าว

โครงการน้ำหลังคำสั่งศาล หากจะว่าไปแล้วยังคงเดินหน้าต่อไปได้ แต่อาจจะต้องปรับขบวนขั้นตอนในการดำเนินการ ซึ่งคงจะล่าช้าบ้าง แต่เพื่อความรอบคอบก็ถือเป็นเรื่องที่ยอมรับได้