วิกฤติหมอกควันจากเกาะสุมาตราของอินโดนีเซีย ที่ลามถึงสิงคโปร์และมาเลเซีย บวกกับทางใต้ของไทยเรา
เป็นเรื่องร้ายแรงที่เพียงแค่คำ “ขอโทษ” จาก ประธานาธิบดีสุสิโล “บัมบัง” ยูโดโยโน ของอินโดฯ คงไม่พอสำหรับการแก้ปัญหาเรื้อรังที่รุนแรงขึ้นทุกปี
จำเป็นที่จะต้องมีการประชุม “สุดยอด” ระหว่างผู้นำสี่ประเทศ (รวมทั้งไทย ที่อาจจะเป็นผู้ประสานและไกล่เกลี่ย) อย่างเร่งด่วน ก่อนที่จะกลายเป็น “วิกฤติสิ่งแวดล้อม” ของอาเซียน ที่จะมีผลกระทบต่อการเมือง เศรษฐกิจ และ ความมั่นคง ต่อไป
รัฐบาลอินโดฯ และ สิงคโปร์ ยอมรับว่า มีบริษัทยักษ์อย่างน้อย 8 บริษัท ที่ตั้งอยู่ในสามประเทศนี้ และไปลงทุนทำสวนปาล์มอย่างกว้างขวางใหญ่โตบนเกาะสุมาตรา มีส่วนเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะโดยตรงหรือทางอ้อม กับการเผาป่าทุกปีเพื่อปลูกใหม่ และเป็นสาเหตุของปัญหาที่กำลังระบาดไปหลายประเทศทุกวันนี้จนเกิดความตึงเครียดทางความสัมพันธ์ของเพื่อนบ้านอย่างที่เห็นๆ กันอยู่
รัฐมนตรีอินโดฯ บางคนพูดจาไม่น่าฟัง และอาจจะเป็นชนวนให้เกิด "ความบาดหมาง" กว้างขวางไปอีก
เช่น รัฐมนตรีคนหนึ่งประกาศว่าสิงคโปร์ “โวยวายเกินเหตุ” กับเรื่องนี้ ทั้ง ๆ ที่เรื่องหมอกควันนั้น เป็น “ปรากฏการณ์ธรรมชาติ” เท่านั้น สิงคโปร์ “ทำตัวเป็นเด็กจอมโวยไปได้”
คนสิงคโปร์ ตอบโต้กะทันหันว่า เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องธรรมชาติ หากแต่เป็น “ฝีมือมนุษย์” ที่ไม่รับผิดชอบ และรัฐบาลอินโดฯ จะต้องแสดงความกระตือรือร้นที่จะแก้ปัญหานี้มากกว่าที่เป็นอยู่
อีกวันหนึ่ง รัฐมนตรีอินโดฯ อีกคนหนึ่ง ก็บอกว่า เรื่องนี้สิงคโปร์และมาเลเซีย ควรจะต้องสำนึกว่าเป็น “ปัญหาผัวเมียทะเลาะกันในบ้าน ไม่ควรจะออกไปตะโกนโหวกเหวกนอกบ้านจนเป็นที่อับอายไปทั่ว”
ฟังดูแล้วก็เป็นเรื่องประหลาดพอสมควร เพราะว่าอย่างไรเสียก็จะถือเป็นเรื่อง “ผัวๆ เมียๆ” ไม่ได้ เพราะไม่มีใครสามารถปิดบังความเสียหาย อันเกิดจากหมอกควันจนเป็นข่าวไปทั่วโลก สร้างความตื่นตระหนกให้กับนักท่องเที่ยวและนักลงทุนกันไปทั่วแล้ว
หรือหากเป็นเรื่องผัวๆ เมียๆ จริง ก็คงจะให้เมีย ไม่ไปฟ้องตำรวจไม่ได้ หากผัวทุบตีเมียเป็นประจำ และไม่พยายามจะแก้ปัญหาความขัดแย้ง หรือเอาแต่อารมณ์ของตนเอง อ้างแต่เหตุผลที่เข้าข้างผู้กระทำคนอื่น
หมอกควันจากไฟป่าที่เกาะสุมาตรานั้น ลมไม่ได้พัดไปทางเมืองหลวงจาการ์ตา ของอินโดฯ แต่พัดมาทางสิงคโปร์ มาเลเซีย และทางใต้ของไทย...คนอินโดฯ ส่วนใหญ่จึงไม่รู้สึกเดือดร้อน
ประธานาธิบดี “บัมบัง” ประกาศในการแถลงข่าวเมื่อวันจันทร์ (ช้าไปหลายวัน) ว่า “ผมในฐานะประธานาธิบดี ขออภัย และขอความเข้าใจจากพี่น้องสิงคโปร์และมาเลเซีย ขอยืนยันว่า อินโดนีเซีย ไม่ได้มีเจตนาที่จะก่อปัญหานี้ แต่อย่างใด”
เขาอ้างว่า อากาศที่แห้งทำให้ปัญหาย่ำแย่ลงไปอีก และรัฐบาลท้องถิ่นที่จังหวัด “เรียอู” (Riau) ซึ่งเป็นจุดที่เกิดไฟป่าหนักหน่วงที่สุด ไม่ได้คาดการณ์ถึงความร้ายแรงของปัญหาที่เกิดขึ้นรวดเร็ว เพียงพอ จึงทำให้เกิดเรื่องเกิดราวได้ถึงขนาดนี้
“ไม่มีประโยชน์ที่จะชี้นิ้วกล่าวหากันและกัน เราควรจะมุ่งไปที่การดับไฟป่าอย่างรวดเร็วที่สุด เท่าที่จะทำได้...” ท่านผู้นำอินโดฯ ประกาศ
แม้ว่าจะไม่ชี้นิ้วด่ากัน แต่ก็หนีไม่พ้นว่าผู้นำทั้งสามสี่ประเทศ จะต้องหาทางชี้ลงไปว่าปัญหาเกิดจากใคร และจะป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอีกได้อย่างไร โดยเฉพาะหากว่ามีผลประโยชน์ธุรกิจยักษ์ในประเทศต่าง ๆ ที่เข้าไปก่อให้เกิดปัญหา ที่กระทบคนหลายสิบล้านคนเช่นนี้ อย่างต่อเนื่อง และยังไม่มีวี่แววว่าจะป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอีกได้อย่างไร
ยิ่งเนิ่นนาน ความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนบ้านผู้ร่วมก่อตั้งอาเซียนทั้งสี่ประเทศ ก็ยิ่งจะมัวซัวมากขึ้นทุกวัน






