วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

หน้ากากขาว ดาวแดง แต่งหลากสี

เมืองไทยไม่เคยตกเทรนด์ทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลกเสมอ มีจินตนาการและดราม่ามากกว่าปกติด้วยซ้ำ

เราจึงได้เห็นสัญลักษณ์ต่อต้านรัฐบาลแบบเกาะกระแสโลก อินกับฮอลลีวู้ด ผสานด้วยความรู้สึก Retro ถวิลหาอดีต บวกเข้าไปกับความขัดแย้งสีเสื้อ บูรณาการแห่งหน้ากากขาว ดาวแดงและเสื้อหลากสี อาจจะดูตลกร้าย ได้บรรยากาศแบบ amazing Thailand แต่ก็เชื่อเถอะว่ามีคนจำนวนมากจริงจังกับเรื่องนี้ และถ้ารัฐบาลแก้ไขปัญหาไม่ดีก็อาจจะบานปลาย ยิ่งเวลานี้เป็นช่วงที่รัฐบาลกำลังเพลี่ยงพล้ำหลายเรื่องอยู่ด้วย

ด้วยมายาฮอลลีวู้ด ที่ชอบรังสรรค์สิ่งที่คนมองข้ามเอามาทำให้สนุก โดยปนเปเรื่องจริงเข้ากับเรื่องแต่ง ทำให้เรื่องของ Guy Fawkes นักโทษประหารที่อังกฤษเกลียดที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ จนแทบจะหาคนสกุลนี้ไม่ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของคนรักเสรีภาพไปได้ ความมือถึงของการสร้างภาพยนตร์ทำให้หนัง V for Vandetta เป็นที่จับใจคนดูและแพร่กระจายไปทั่วโลก หน้ากากวีจากหนังสามารถเทียบได้กับภาพของ Che Guevara ในยุค 60-70 ที่จับใจคนที่คิดว่าสังคมที่ต้องอยู่ช่างอยุติธรรมเสียเหลือเกิน จึงชวนกันแต่งสัญลักษณ์ออกมาต่อต้านผู้บริหารสังคมนั้น โดยเบื้องหลังสัญลักษณ์นั้นจะย้อนแย้งกับความคิดของตนหรือห่างไกลจากความจริงอย่างไรก็ไม่เป็นไร เนื่องจากได้ตกผลึกในความคิดไปแล้ว ยิ่งขยายผลึกนี้กว้างขวางออกไป สัญลักษณ์ก็กลายเป็นตำนาน กลายเป็นเทพแห่งศรัทธา การกระทำก็อาจจะพ้นออกไปจากความควบคุมของสติ แบบที่ผู้ประท้วงจำนวนมากที่บราซิลและตุรกี กำลังทำอยู่ ความท้าทายเบื้องต้นในไทยก็คือการทำอย่างไรที่จะไม่ให้คนอื่นคิดว่าการซ่อนหน้านี้เชิดชูการล้มสถาบันกษัตริย์เหมือน Fawkes หรืออินไปกับละครซึ่งตรงกับห้วงเวลาที่ Phantom of the Opera กำลังแสดงในไทยพอดี

คอมมิวนิสต์ที่แทบสาบสูญไปจากชีวิตจริงไปแล้ว แม้แต่ในจีนหรือคิวบาเองก็แทบไม่มีใครยึดไอเดียนี้จริงจัง ก็กลับมากลายเป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้เพื่อเสรีภาพได้เหมือนกัน การนำเอาภาพลักษณ์คอมมิวนิสต์ออกมาจากอดีตเข้าร่วมเดินขบวนกลางกรุงเทพนั้นเป็นความท้าทายเสียยิ่งกว่าหน้ากากขาว เพราะสังคมไทยสมัยคุณพ่อเผชิญกับความน่ากลัวของสงครามปราบคอมมิวนิสต์มาก่อน แต่คอมมิวนิสต์ในไทยวันนี้กลับถูกพลิกภาพที่เคยถูกวาดไว้ว่าเป็นผู้นับถืออุดมการณ์เลนิน-เหมาอย่างเข้มข้น พร้อมจะใช้กำลังรบกับทหาร เพื่อเปลี่ยนทุกคนในประเทศให้เท่าเทียมกันภายใต้พรรคเดียว กลายเป็นผู้จงรักภักดีต่อสถาบันกษัตริย์และพร้อมร่วมมือกับฝ่ายที่อุดมการณ์แตกต่างกันสุดขั้วมาก่อนก็ได้


กลุ่มเสื้อหลากสีที่เคยเป็นการรณรงค์ทางการเมืองที่แป้กมาก่อน ไปไหนมีไม่กี่สิบกี่ร้อยคน นั้นก็ไม่จำเป็นต้องสลายตัวหลังจากมีแบรนด์ใหม่อย่างหน้ากากวีแล้ว นั่นเพราะความหมายของธีมยังชัดเจนกว่าหน้ากากขาวและคอมมิวนิสต์คืนชีพเวอร์ชั่นบางกอก 2013 เสียอีก เสื้อหลากสีเกิดมาจากคนที่ไม่พอใจกลุ่มเสื้อแดง จึงแต่งสีอะไรก็ได้ที่ไม่ใช่สีแดง มาประท้วงฝ่ายที่อยู่ข้างเดียวกับเสื้อแดง รวมทั้งรัฐบาล การชุมนุมในช่วงนี้ ไม่ว่าจะปิดหน้าด้วยหน้ากากหรือสวมใส่ยูนิฟอร์มใด ก็ไม่ใส่อาภรณ์แดงอยู่แล้ว จึงสามารถเข้ากันได้กับสองกลุ่มข้างต้นอย่างกลมกลืนพอสมควร

เวลาที่ผ่านไป จากจำนวนคนที่เข้าร่วมไม่มากนัก กลายเป็นจำนวนคนเยอะขึ้น บางส่วนมีการจัดตั้งอย่างไม่แคร์ว่าจะถูกกล่าวหา มีการตัดชุดใหม่ ใส่เสื้อเป็นทีม รณรงค์แจกอุปกรณ์เพื่อการประท้วงรัฐบาลกันอย่างเปิดเผย บางพื้นที่ประกาศเป็นเขตปลอดอำนาจรัฐเสียด้วย ซึ่งทั้งหมดนี้ไม่มีการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังจากฝ่ายรัฐ เนื่องจากการกระทำยังไม่น่าเข้าข่ายข้อหากบฏ จึงเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญที่ผู้ประท้วงยังทำได้ หรือต่อให้สถานการณ์ลุกลามมากไปกว่านี้ รัฐบาลก็คงไม่ทำอย่างที่รัฐบาลก่อนทำ เพราะแบบนั้นไม่ใช่การแก้ปัญหาระยะยาว รังแต่จะเกิดโทสะเกลียดชังกันลึกซึ้งขึ้นอีก

ช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาที่รัฐบาลอยู่ในภาวะเพลี่ยงพล้ำอย่างเห็นได้ชัด ไม่ต้องอ้างวิกฤตโลกที่ไหน ความขัดแย้งกันของธนาคารชาติกับกระทรวงการคลังนั้นเป็นตัวการสำคัญที่สุดที่ฉุดให้ทั้งหุ้นทั้งบาทร่วง เศรษฐกิจที่กำลังจะไปได้ดีก็เริ่มทรุด นโยบายดีๆ ที่รัฐบาลทำอย่างเช่น จำนำข้าว ก็กลับปล่อยให้มีเรื่องอื้อฉาวภายในซึ่งตอบข้อสงสัยสังคมไม่ชัด ถ้ายังไม่มีการแก้ไขปัญหาแบบน่าประทับใจ สารพัดม็อบที่เคยดูเหมือนว่าจะคุมได้ก็อาจคุมไม่ได้ ยิ่งใกล้เวลาตัดสินคดีเขาพระวิหารและฤดูกาลแห่งพายุที่เสี่ยงต่อน้ำท่วมอย่างน่ากลัว ท่อน้ำเลี้ยงของฝ่ายต่อต้านรัฐบาลที่อาจถอดใจไปแล้วก็อาจกลับมาทุ่มทุนอีก คนที่เคยแอบหลังแป้น อาศัยหน้ากากโซเชียลมีเดียต่อต้านรัฐบาลแบบ Virtual ก็อาจออกมาเดินขบวนบนถนน

ถึงวันนี้ม็อบทั้งหลายปราศจากผู้นำที่มีบุคลิกโดดเด่นอย่างสนธิ ก็จริง แต่การชุมนุมเรือนล้านในบราซิล ก็เกิดขึ้นแล้วโดยไม่มีแกนนำชัดเจน การที่ไม่มีคนที่มีบารมีเพียงพอมาคุมวิถีการรุก รับ หรือร่นถอยของผู้ชุมนุม อาจทำให้ผู้ชุมนุมทำอะไรตามใจตนเองโดยไม่คำนึงถึงกฎหมายได้ ในสนามนั้นข่าวลือไปไวกว่าการตรวจสอบ การตอบโต้ฝ่ายตรงข้ามด้วยโทสะมักรวดเร็วกว่ากระบวนการคำนวณด้วยเหตุด้วยผลในสมองจะทันยั้งคิด ยิ่งถ้ามีมือที่สามมาแสวงประโยชน์ หรือฝ่ายหมั่นไส้หน้ากากเข้ามาปะทะ การแสดงออกอย่างสงบก็อาจเปลี่ยนเป็นอย่างอื่น ความคิดของฝ่ายรัฐที่ว่าเดี๋ยวผู้ประท้วงก็จะเบื่อเลิกราไปเองนั้นก็จะเป็นหมัน แล้วเมื่อถึงเวลานั้น ก็ยากทำนายแล้วว่าอะไรจะเกิดขึ้นและจะลงเอยอย่างไร