เรื่องราวที่เกิดขึ้นในอดีต นอกจากจะกลายเป็น ประวัติศาสตร์ ให้คนรุ่นหลังได้เรียนรู้แล้ว ยังนำมาใช้เป็น บทเรียน
เ เพื่อวิเคราะห์หรือคาดเดาเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตได้อีกด้วย ดังนั้นหากเราหมั่นเรียนรู้ และทำความเข้าใจกับอดีตอยู่เป็นประจำ คำว่า “ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย” คงไม่เกิดขึ้นในอนาคตอย่างแน่นอน
วันอังคารหน้า (2 ก.ค.) นี้ จะเป็นวันครบรอบ 16 ปี วิกฤติเศรษฐกิจไทย หรือที่รู้จักกันดีในนาม “วิกฤติต้มยำกุ้ง” เป็นธรรมดาที่สื่อมวลชนแขนงต่างๆ จะหยิบยกเอาบทเรียนในอดีตจากเหตุการณ์ครั้งนั้นขึ้นมาทบทวน และเทียบเคียงกับสถานการณ์ในปัจจุบัน เพื่อดูว่าเรากำลังเดินย้ำซ้ำรอยเดิมอยู่หรือไม่?
เท่าที่ผมได้พูดคุยกับ “นักเศรษฐศาสตร์” หลายๆ คน ยังมีมุมมองที่ตรงกันว่า เศรษฐกิจไทยเวลานี้ แม้จะมีความเสี่ยงเรื่อง “ฟองสบู่” ในภาคอสังหาริมทรัพย์ และ ปัญหา “หนี้ครัวเรือน” เพิ่มขึ้นบ้าง แต่โดยพื้นฐานแล้วยัง “ห่างไกล” คำว่า “วิกฤติ” อยู่พอควร
มีคนบอกว่าพื้นฐานเศรษฐกิจไทย ณ ตอนนี้ เทียบกับวิกฤติในคราวนั้น (ปี 2540) แตกต่างกันเยอะ เพราะว่าตอนนั้นเศรษฐกิจไทยมีปัญหาที่พื้นฐาน คือ เรากู้หนี้ยืมสินมากในทุกภาคส่วน ทั้งภาคประชาชน ภาคการเงิน และ ภาคธุรกิจ นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน มี Mismatch หรือความไม่สอดคล้องของภาวะหนี้สินที่กู้ยืมจากต่างประเทศ ที่สำคัญขณะนั้นเรามีปัญหาการใช้จ่ายที่เกินตัว คือ มีดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุลสูงราว 8% ของ จีดีพี อีกทั้งสถาบันการเงินยังอ่อนแอกว่าที่คาด เมื่อทุกอย่างถูกยำเข้าด้วยกัน ปัญหาจึงระเบิดขึ้น ซึ่งแตกต่างจากเวลานี้อย่างชัดเจน
ฟังแบบนี้แล้ว อาจทำให้รู้สึก “อุ่นใจ” ขึ้น...แต่ขอเตือนว่าอย่าประมาท เพราะเราไม่รู้เลยว่า เวลานี้มีอะไรบ้างที่ถูกหมักหมมไว้ ภายใต้ภาพอันสวยงามของเศรษฐกิจไทย
กรณี “โครงการรับจำนำข้าว” น่าจะเป็นตัวอย่างที่ดี เพราะกว่ารัฐบาลจะยอมรับว่า ปีแรกขาดทุนถึง 1.3 แสนล้านบาท เวลาก็ล่วงเลยไปมากแล้ว ที่สำคัญสาเหตุที่รัฐบาลยอมรับ ก็เพราะโดนกระแสสังคมกดดัน โดน มูดี้ส์ ตั้งคำถาม ไม่เช่นนั้นป่านนี้เราคงยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่า โครงการนี้ขาดทุนไปแล้วเท่าไร
อีกหนึ่งตัวที่ต้องจับตาดูให้ดี คือ “หนี้ภาคครัวเรือน” เพราะว่าถ้าดูช่วง 3-5 ปีที่ผ่านมา การเร่งขึ้นของหนี้ดังกล่าว ถือว่าน่าตกใจมาก
ข้อมูลของแบงก์ชาติ ณ สิ้นปี 2555 สถาบันการเงินทั้งระบบของไทย มียอดปล่อยกู้แก่ภาคครัวเรือนรวม 8.8 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก ณ สิ้นปี 2552 ประมาณ 58% และเพิ่มขึ้นจาก ณ สิ้นปี 2550 ประมาณ 88% การปล่อยกู้ที่เพิ่มขึ้น ทำให้สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพี เพิ่มเป็น 78% เทียบกับ 2 ปีก่อน ซึ่งอยู่เพียง 63% ในขณะที่รายได้ต่อครัวเรือนช่วง 2 ปีที่ผ่านมา กลับเพิ่มขึ้นเพียง 11.6% เท่านั้น
ตัวเลขหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มขึ้น อยู่ในความสนใจของทุกฝ่าย ในการประชุมร่วมระหว่าง คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) กับ คณะกรรมการนโยบายสถาบันการเงิน (กนส.) ก็มีความเห็นตรงกันว่า หนี้ครัวเรือนที่เร่งตัวขึ้น แม้บางส่วนจะเพื่อซื้อสินทรัพย์ถาวร แต่ก็อาจทำให้สภาพคล่องการเงินภาคครัวเรือนลดลง ส่งผลต่อความสามารถการชำระหนี้ที่อ่อนไหวต่อปัจจัยเสี่ยงต่างๆ มีมากขึ้น นอกจากเรื่องหนี้ครัวเรือนแล้ว ยังมีความเสี่ยงอื่นๆ ที่ควรต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด ทั้งเรื่องฟองสบู่ภาคอสังหาฯ ซึ่งเวลานี้ผู้ประกอบการก็ออกมายอมรับถึงความเสี่ยงดังกล่าวมากขึ้น ขณะที่ตัวเลขหนี้สาธารณะของรัฐบาล แม้ว่าปัจจุบันจะอยู่ในระดับต่ำ แต่มีแนวโน้มว่าจะเพิ่มในอัตราเร่งได้ หากไม่ระวัง
ดังนั้น วันที่ 2 ก.ค. 2556 จึงน่าจะเป็นโอกาสดีที่เราจะหยิบเรื่องราวใน “อดีต” ขึ้นมาทบทวน และเทียบเคียงกับเหตุการณ์ “ปัจจุบัน” เพื่อมองไปยัง “อนาคต” หวังเป็นอย่างยิ่งว่า...เราจะไม่เดินย้ำซ้ำรอยประวัติศาสตร์เดิม!






