ตอนที่สเปนเข้ายึดครองเม็กซิโกและเปรูได้สำเร็จในช่วงต้นศตวรรษที่ 16 หรือโปรตุเกสได้บราซิลเป็นอาณานิคม
ถ้าเทียบกับการที่ชาวอังกฤษ ฝรั่งเศส หรือชาวดัช ซึ่งได้อเมริกาเหนือเป็นอาณานิคม 100 ปีต่อมาหรือมากกว่านั้น คนยุโรปต้องคิดว่าสเปนได้ส่วนที่ดีของโลกใหม่ไป เมื่อเทียบกับกรณีของอังกฤษเห็นได้ชัดจากการที่สเปนพบทองและเงินมหาศาล นอกจากนี้ดินแดนอเมริกาใต้ที่สเปนได้อาณานิคมในช่วงแรกเป็นดินแดนที่อารยธรรมหรือจักรวรรดิเก่าแก่ทั้ง ASTEC และ INCAS มีประวัติมายาวนาน มีการพัฒนาด้านการเกษตรและผู้คนอยู่ร่วมกันเป็นจำนวนมาก ซึ่งล้วนตรงกันข้ามกับอเมริกาเหนือที่อังกฤษเข้าไปตั้งรกรากในช่วงแรก
ในปี ค.ศ. 1800 รายได้ต่อหัว ณ ราคาปี 1960 ที่นักวิชาการเช่น BAIROCH และคณะ พอคำนวณได้ประมาณว่าของละตินอเมริกาอยู่ที่ประมาณ 245 ดอลลาร์ ซึ่งสูงกว่า 236 ดอลลาร์ของสหรัฐอเมริกาเล็กน้อย เอเชียที่มีจีนและอินเดียเป็นศูนย์กลางของโลกเจริญกว่าคนในทวีปอเมริกาเมื่อ 500 ปีก่อนแต่การค้นพบโลกใหม่และอิทธิพลของยุโรปที่มีต่อละตินอเมริกาโดยเฉพาะผลของโลกาภิวัตน์ในศตวรรษที่ 19 ถ้าเทียบเอเชียกับละตินอเมริกาเราต้องยอมรับว่ายกเว้นญี่ปุ่น เอเชียโดยรวมเศรษฐกิจจะโตได้ไม่ดีเท่าอเมริกา ประเทศเด่นๆ ของละตินอเมริการับคนรับทุนและสินค้าอุตสาหกรรมจากยุโรปและส่งออกสินค้าขั้นปฐมตามการแบ่งความเชี่ยวชาญระหว่างโลกที่หนึ่งกับโลกที่สาม ต้องเข้าช่วงครึ่งหลังของศตวรรษที่ 20 ที่เอเชียจะสามารถไล่กวดหรือแซงหน้ากลุ่มประเทศก้าวหน้าของละตินอเมริกาได้
จากข้อมูลของ Maddison เกือบ 150 ปีตั้งแต่ช่วง 1820-1950 ขณะที่รายได้ต่อหัวของเอเชียแทบจะไม่เพิ่มขึ้นเลย (0.15 เปอร์เซ็นต์ต่อปี) ละตินอเมริกาโดยรวมโตในอัตรา 1.2 เปอร์เซ็นต์ต่อปี ซึ่งสูงกว่าอัตราเฉลี่ยของโลก ในภาพใหญ่ข้อมูลนี้ชี้ให้เราเห็นว่าความก้าวหน้าของละตินอเมริกาดูเหมือนจะเป็นคนละโลกหรือหนังคนละม้วนเมื่อเทียบกับอเมริกาเหนือวันนี้หรือร้อยปีที่ผ่านมา แต่ถ้าเทียบกับเอเชียเมื่อสิ้นสงครามโลกครั้งที่สอง ละตินอเมริกาหรือหลายประเทศในกลุ่มก้าวหน้าโดยเฉพาะเม็กซิโก บราซิล ชิลี หรือแม้กระทั่งอาร์เจนตินาที่มีภาพลักษณ์ของความล้มเหลว ดูไม่ได้ขี้เหร่เหมือนที่คนส่วนใหญ่เข้าใจกัน
ทั้งหมดขึ้นอยู่กับว่าเราคาดหวังและกำลังเปรียบเทียบละตินอเมริกา (ซึ่งก็มีความหลากหลายมากเหลือเกิน) กับใคร ไม่ต้องดูอื่นไกลอาร์เจนตินาเคยมีรายได้ต่อหัวสูงกว่าญี่ปุ่นเมื่อต้นศตวรรษที่ 20 ถ้ามีกลุ่ม OECD ในช่วงนั้นอาร์เจนตินาก็คงได้เป็นสมาชิก แต่ ณ วันนี้อาร์เจนตินามีจีดีพีต่อหัวประมาณแปดพันดอลลาร์ เมื่อเทียบกับกว่าสี่หมื่นดอลลาร์ของญี่ปุ่นหรือของสหรัฐฯในปี 1960 จีดีพีต่อหัว (ใช้ราคาปี 1985) ของเกาหลีอยู่ที่ 883 ดอลลาร์ซึ่งน้อยกว่ากันมากเมื่อเทียบกับของอาร์เจนตินา 3,294 ดอลลาร์ หลัง 30 ปีต่อมา รายได้ต่อหัวของอาร์เจนตินาแทบไม่เพิ่มขึ้นแต่ของเกาหลีกระโดดขึ้นไปสูงกว่าหกพันดอลลาร์ และปัจจุบันประมาณสองหมื่นดอลลาร์ หรือสูงกว่าอาร์เจนตินากว่าเท่าตัว ในช่วงหลังของศตวรรษที่ 20 หลายประเทศในเอเชียประสบความสำเร็จในการพัฒนาอุตสาหกรรม และการส่งออกทำให้เกิด convergence ประเทศในเอเชียมีทั้งไล่กวดและแซงหน้ากลุ่มประเทศละตินอเมริกา
ทำไมอเมริกาเหนือซึ่งรวมทั้งสหรัฐฯและแคนาดาถึงทิ้งห่างอเมริกาใต้หลังปี ค.ศ.1800 มีคำอธิบายเกี่ยวกับเรื่องนี้มากมาย บางมุมมองก็คล้ายๆ กับที่นักวิชาการโดยเฉพาะสาย Eurocentric เคยอธิบายว่าทำไมตะวันตกถึงเจริญหรือผงาดขึ้นครองโลก ทำไมไม่ใช่จีน กรณีทวีปอเมริกานี้ประเด็นที่น่าสนใจอยู่ที่การเป็นโลกใหม่อยู่ในทวีปเดียวกันที่โลกเก่าไม่เคยรู้จัก ไม่เคยติดต่อ มีแต่ชนเผ่าพื้นเมืองอินเดียนแดง ในกรณีของอเมริกาเหนือ มีความเชื่อหนึ่งที่คนคิดว่าอเมริกาเหนือเจริญกว่าอเมริกาใต้เพราะพื้นเพคนที่มาตั้งรกรากบุกเบิก เช่น คนอังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมัน หรือชาวดัช มีความเป็นพลวัตสูงกว่าชาวสเปน หรือโปรตุเกส หรือมองว่าอิทธิพลทางวัฒนธรรมหรือศาสนามีส่วนสำคัญ เช่น พวก puritan หรือ protestant เป็นพวกที่ให้ความสำคัญกับเสรีภาพ กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินซึ่งเป็นรากฐานสำคัญสำหรับการก่อตัวและพัฒนาการของระบบตลาด การแข่งขัน และการเติบโตของพาณิชยกรรมซึ่งมีส่วนต่อการสร้างสถาบันหรือกติกาที่ส่งเสริมความมั่งคั่ง
ที่น่าสังเกตก็คือว่าอเมริกาเหนือต่างกับอเมริกาใต้ตรงที่ว่าฝ่ายแรกได้ประโยชน์จากการรับคนจากยุโรปมากก็จริงแต่ทั้งศตวรรษที่ 18 และ 19 อเมริกาไม่ได้มีบทบาทในการร่วมค้าและลงทุนกับโลกในระดับเดียวกับที่อังกฤษมีบทบาทต่อโลก จุดเด่นของอเมริกาเหนือคือการเติบโตโดยใช้ทรัพยากรทุกอย่างของตัวเองอย่างเต็มที่โดยเฉพาะเมื่อเริ่มการพัฒนาอุตสาหกรรมซึ่งประเด็นนี้ต่างกับหลายประเทศในอเมริกาใต้ที่ต้องพึ่งพาทั้งแรงงานทั้งเงินทั้งทุนและตลาดสินค้าจากโลกภายนอก จริงๆ พึ่งพามากเสียจนทำให้เกิดผลด้านลบในระยะยาวมากมายจนเกิดเป็นแนวคิดเรื่องลักษณะของการพัฒนาแบบพึ่งพา หรือ dependency หรือ dependent development หรือ dependent industrialization
องค์ความรู้ในประเด็นหลังนี้ซึ่งเกี่ยวกับปัญหาและประสบการณ์ของละตินอเมริกาได้มีส่วนสำคัญต่อแนวคิดหรือยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศของโลกที่สามในช่วงหลังสงคราม









