คดีอุ้มฆ่า คุณเอกยุทธ อัญชันบุตร สะท้อนปัญหาในกระบวนการยุติธรรมไทยอย่างชัดแจ้ง
โดยเฉพาะกระบวนการยุติธรรมลำดับต้นอย่าง "ตำรวจ"
การที่อำนาจทั้ง สืบสวน จับกุม สอบปากคำ ตรวจพิสูจน์หลักฐาน หรือแม้แต่ผ่าศพ รวมศูนย์อยู่ที่ตำรวจทั้งหมด ทำให้คดีที่สังคมตั้งข้อสงสัย โดยเฉพาะคดีที่น่าเชื่อว่าอาจมีคนในเครื่องแบบสีกากีเข้าไปเกี่ยวข้อง ไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับสังคมและประชาชนได้เลย
หนำซ้ำยังมีปัญหาถูกแทรกแซงจากภายนอก โดยเฉพาะอิทธิพลทางการเมืองได้อีกด้วย
คดีสำคัญบางคดีในอดีต เช่น คดีลูกนักการเมืองยิงเจ้าหน้าที่รัฐ ในชั้นพิจารณาคดีบนศาล ปรากฏว่าหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ขัดกับปากคำของพยานบอกเล่าที่เห็นเหตุการณ์อย่างสิ้นเชิง ทั้งๆ ที่เป็นพยานฝ่ายโจทก์เหมือนกัน สุดท้ายคดีก็ยกฟ้อง
ครั้นจะหวังพึ่งดีเอสไอให้ถ่วงดุลตำรวจ ทำไปทำมากลับกลายเป็น "ซูเปอร์กรมตำรวจ" แย่งงานตำรวจไปทำเอง จนโรงพักปัจจุบันมีค่าเหมือนบูทรับแจ้งความเท่านั้น
เรื่องวิธีการทำงานของตำรวจก็สำคัญ เป็นที่ทราบกันดีว่าในคดีใหญ่ๆ ที่สังคมให้ความสนใจ มักมีการไป "หิ้ว" ผู้ต้องหาหรือผู้ต้องสงสัยมา "เก็บ" ไว้ก่อน กลายเป็นประเด็นว่าพวกเขาสามารถเข้าถึงทนายและบุคคลที่ตนเองไว้วางใจ รวมทั้งถูกควบคุมตัวด้วยกรอบเวลาตามที่รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญหรือไม่
นี่ยังไม่นับข้อสงสัยเรื่องการ "เตี๊ยม" คำให้การในกรณีที่ต้องการกำหนดทิศทางคดีไปทางใดทางหนึ่ง
เช่นเดียวกับการพาผู้ต้องหาไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพ ซึ่งไม่มีบัญญัติไว้ในกฎหมายใด และศาลก็ไม่รับฟังเป็นสาระสำคัญทางคดี แต่ตำรวจก็ยังทำกันจนเป็นประเพณี ทั้งๆ ที่หลายกรณีสุ่มเสี่ยงละเมิดสิทธิผู้ต้องหาอย่างมาก (โดยเฉพาะหากผู้ต้องหารายนั้นไม่ได้กระทำผิดจริง)
อีกเรื่องหนึ่งที่มีคนวิจารณ์กันมาก ก็คือรองนายกฯที่กำกับดูแลตำรวจ ให้สัมภาษณ์เชิงชี้นำคดี ซึ่งไม่ใช่เฉพาะคดีคุณเอกยุทธ แต่พูดลักษณะเดียวกันนี้มาหลายคดีแล้ว การพูดชี้นำแม้ไม่ผิดกฎหมาย แต่ในสังคมอุปถัมภ์ขั้นรุนแรงแบบไทยๆ ย่อมเป็นเรื่องยากที่จะมีตำรวจคนใดสรุปคดีตรงกันข้ามกับที่รัฐมนตรีหรือผู้บังคับบัญชาพูด
และด้วยการทำงานที่พยานหลักฐานต่างๆ อยู่ในมือตำรวจดังที่กล่าวไว้ในตอนต้น การเกิดพฤติกรรมลักษณะ "ดึงบางอย่างออก หยิบบางอย่างเข้า" ย่อมทำได้ง่ายๆ เพื่อให้สอดคล้องกับสิ่งที่ "นาย" ให้สัมภาษณ์ชี้นำ
เรื่องให้สัมภาษณ์ชี้นำจาก "คนมีหน้าที่" ต้องแยกแยะกับการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตของ "คนไม่มีหน้าที่" อย่างผู้นำฝ่ายค้าน ส.ส. หรือแม้แต่ คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ ซึ่งวันนี้ไม่ได้นั่งทำงานที่สถาบันนิติวิทยาศาสตร์แล้ว จึงย่อมสามารถแสดงความเห็นต่อการทำงานของตำรวจในเรื่องคดีได้ ซึ่งตำรวจก็มีหน้าที่ต้องสร้างความกระจ่างเพื่อเรียกความเชื่อมั่นกลับคืน ไม่ใช่รองนายกฯที่กำกับดูแลตำรวจสั่งให้พนักงานสอบสวนเรียกคนที่แสดงความเห็นมาพบ ในท่วงทำนองคล้ายๆ เข้าให้ปากคำ
การกระทำเช่นนี้มองเป็นอื่นไม่ได้ ถ้าไม่ใช่การขู่หรือปรามให้หยุดสัมภาษณ์ เพื่อปิดปากฝ่ายที่กำลังวิจารณ์ตำรวจนั่นเอง
บทบาทของฝ่ายการเมืองที่เข้าไปเกี่ยวข้องในงานตำรวจยุคนี้ถือว่าอันตราย อาจเป็นเพราะรองนายกฯที่คุมตำรวจก็เป็นอดีตตำรวจ มีพรรคพวกในวงการตำรวจมาก ผลที่ตามมาคือการตรวจสอบย่อมมีน้อย เพราะเป็นพรรคพวกกันทั้งนั้น คนข้างกายที่ทำหน้าที่เลขาฯและที่ปรึกษาก็ยังเป็นตำรวจ
ทั้งหมดนี้ไม่ได้บอกว่า "ความเป็นตำรวจ" นั้นไม่ดี แต่การมีตำรวจทำงานข้องเกี่ยวกันมากเกินไปทั้งฝ่ายการเมืองและฝ่ายประจำทำให้การตรวจสอบถ่วงดุลเกิดขึ้นไม่ได้เลย
การรู้จักตำรวจดี เข้าใจธรรมชาติความเป็นตำรวจ หากช่วยสนับสนุนในสิ่งที่ถูกต้อง เช่น ปฏิรูปโครงสร้าง ดูแลสวัสดิภาพสวัสดิการที่ยังแย่อยู่มาก ย่อมเป็นเรื่องน่าชมเชย แต่ถ้าไปเข้าใจธรรมชาติของตำรวจในแง่ไม่ดี แล้วสนับสนุนส่งเสริมก็จะยิ่งไปกันใหญ่ หลายเรื่องที่คาบเส้น "ผิดกฎหมาย" ทราบว่ารองนายกฯก็เคยพูดทีเล่นทีจริงในที่ประชุมของตำรวจทำนองว่า "แอบๆ ทำได้แต่อย่าโฉ่งฉ่าง" จนเรียกเสียงเฮกันมาก็หลายครั้ง
เมื่อคราวตรุษจีนที่มีตำรวจไปขอแต๊ะเอียจากผู้ประกอบธุรกิจ (ร้านตัดสูท) ซึ่งในแวดวงพ่อค้าวาณิชเขารู้กันดีว่าอย่างนี้เรียกว่า "แต๊ะเอีย" หรือ "รีดไถ" ทั้งๆ ที่นักข่าวบันทึกภาพและเสียงเอาไว้ได้ แต่รองนายกฯก็ให้สัมภาษณ์เชิงปกป้องว่าเป็นเรื่องธรรมดาเสียอีก
การบริหารงานตำรวจแบบของท่านอาจทำให้ตำรวจส่วนหนึ่งชอบใจเพราะได้ประโยชน์ แต่ชาวบ้านตาดำๆ เขาไม่ได้สนุกด้วย และบ่นด่าพฤติกรรมอันเหลือรับกันแทบจะทุกตรอกซอกซอยแล้ว!






