วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ยุทธศาสตร์ใหม่อียูเรื่องการวิจัยและนวัตกรรม

เมื่อพูดถึงเรื่องความก้าวหน้าด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และการวิจัยและนวัตกรรม สหภาพยุโรปหรืออียูก็มีชื่อเสียง

ในฐานะผู้นำด้านการวิจัยและนวัตกรรมของโลก ไม่น้อยหน้าไปกว่าสหรัฐฯ หรือญี่ปุ่น ยุโรปมักถูกจับตามองจากทั่วโลกว่าทิศทางเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ ของยุโรปนั้นก้าวไปในทิศทางใด และการทุ่มเงินทุนมหาศาลเพื่อพัฒนาเรื่องการวิจัยและนวัตกรรมจะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจยุโรป ช่วยสร้างงาน และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของยุโรปในเวทีโลกได้จริงหรือไม่

อียูลงทุนไปมหาศาลกับเรื่องการวิจัยและการพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ เพราะเชื่อว่าการวิจัยและนวัตกรรมเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนและสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจของสหภาพยุโรป ตามเป้าหมายหลักในยุทธศาสตร์ “Europe 2020” เพื่อการสร้างการเติบโตของอียู แม้ว่าอียูจะมีจำนวนประชากรคิดเป็นเพียงร้อยละ 7 ของประชากรโลก แต่การใช้จ่ายเพื่อการวิจัยและนวัตกรรมของอียูมีมากถึงร้อยละ 24 ของการใช้จ่ายในด้านดังกล่าวทั้งหมดจากทั่วโลก มีการตีพิมพ์งานวิจัยที่มีผลกระทบสูงร้อยละ 32 ของงานวิจัยที่มีลักษณะดังกล่าวทั้งหมด และมีการสมัครจดสิทธิบัตรร้อยละ 32 ของการสมัครทั้งหมดจากทั่วโลก


ล่าสุด ได้มีโอกาสสัมภาษณ์ท่านอัครราชทูตที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นางสาวอุษา กัลลประวิทย์ สำนักงานที่ปรึกษาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประจำสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงบรัสเซลส์ ซึ่งเป็นผู้แทนประเทศไทยที่คอยติดตามความเคลื่อนไหวเรื่องวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี รวมทั้งเรื่องการวิจัยและนวัตกรรมใหม่ๆ ของอียูอย่างใกล้ชิด เพื่อมานำเสนอให้หน่วยงานภาครัฐและเอกชนไทยได้ใช้ประโยชน์ จึงได้ความรู้ใหม่มาว่า ไม่นานนี้เอง อียูเริ่มหันมาสนใจการดำเนินการทูตด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมากขึ้น กล่าวคือ เน้นการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศด้านการวิจัยและนวัตกรรม ในลักษณะต่างตอบแทน และการใช้ประเด็นการวิจัยและนวัตกรรมมาเป็นเครื่องมือในการต่อรองในเวทีการเจรจาต่างๆ ซึ่งอาจรวมทั้งการเจรจาเขตการค้าเสรีหรือเอฟ ที เอ ที่อียูกำลังเจรจาอยู่กับไทยด้วย

ท่านอัครราชทูตที่ปรึกษาฯ เล่าเพิ่มเติมว่า เนื่องจากอียูเริ่มตระหนักว่าสถานการณ์โลกด้านการวิจัยและนวัตกรรมนั้นเปลี่ยนไป ประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ (Emerging Economies) อย่างเกาหลีใต้และกลุ่มประเทศ BRIC กล่าวคือ บราซิล รัสเซีย อินเดีย และจีน ได้ทุ่มเงินลงทุนในการวิจัยและนวัตกรรมอย่างเป็นประวัติการณ์ โดยสัดส่วนการใช้จ่ายในสาขาดังกล่าวของกลุ่มประเทศเหล่านี้ ต่อการใช้จ่ายในสาขาดังกล่าวจากทั่วโลก เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าระหว่างปี ค.ศ. 2000 และ 2009 หากต้องการรักษาความสามารถในการแข่งขันในด้านดังกล่าวไว้ อียูจะต้องมียุทธศาสตร์และกลไกในการเข้าถึงแหล่งความรู้ของประเทศคู่แข่งเหล่านี้ได้

ดังนั้น อียูจึงเริ่มหันมาเน้นการดำเนินความร่วมมือระหว่างประเทศด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่มีลักษณะต่างตอบแทน (reciprocal international cooperation) กล่าวคือ เมื่ออียู “เปิดกว้าง” ให้ประเทศที่สามเข้าร่วมโครงการด้านการวิจัยและนวัตกรรมของอียู ได้แก่ โครงการ Horizon 2020 (โครงการที่อียูจะใช้ส่งเสริมการวิจัยและนวัตกรรมแทนกรอบความร่วมมือฉบับที่ 7 หรือ Frame Work Programme 7 - FP7 ที่จะสิ้นสุดลงในปี ค.ศ. 2013 นี้) อียูก็หวังเช่นกันว่าประเทศที่สามจะเปิดให้อียูเข้าไปมีส่วนร่วมในโครงการวิจัยต่างๆ บ้างเช่นกัน

ที่สำคัญ อียูยังมีท่าทีในการดำเนินนโยบายด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีดังกล่าวที่มีนัยทางธุรกิจการค้าด้วย นั่นหมายถึงเพื่อแลกกับเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ ประเทศที่สามอาจจะต้องเปิดตลาดแบบต่างตอบแทนให้บริษัทของอียูสามารถเข้าไปดำเนินธุรกิจในประเทศนั้นๆ ได้ด้วย เรียกได้ว่า อียูแสดงจุดยืนที่ชัดเจนในการเลือกที่จะมีปฏิสัมพันธ์และใช้ประเด็นเรื่องวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมมาเป็นข้อต่อรองในการค้าและการดำเนินธุรกิจ แม้ในอดีตประเด็นดังกล่าวยังไม่ได้ถูกนำมาผนวกเข้ากับผลประโยชน์ทางการค้าอย่างชัดเจนเช่นนี้

เกี่ยวกับเรื่องนี้ นาง Maire Geoghegan-Quinn กรรมาธิการยุโรปด้านการวิจัยและนวัตกรรม ได้กล่าวถึงความสำคัญของการใช้โครงการ Horizon 2020 เป็นเครื่องมือที่จะเปิดโอกาสให้นักวิจัยของอียูมีโอกาสร่วมงานกับนักวิจัยจากประเทศที่สามเพื่อสร้างนวัตกรรมรับมือความท้าทายทางสังคมที่ทั่วโลกกำลังประสบ และสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศซึ่งจะส่งผลให้นักวิจัย นักประดิษฐ์ และนักธุรกิจของ อียูสามารถเข้าถึงแหล่งความรู้ ซึ่งรวมถึงความรู้ที่เกิดขึ้นภายนอกอียูได้ ทั้งนี้ เพื่อพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของอียูเอง

สำหรับประเทศไทย หากอียูเปลี่ยนท่าทีเช่นนี้ ไทยก็ควรต้องติดตามการดำเนินการทูตด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของอียูอย่างใกล้ชิด และพิจารณาดูว่าจะวางยุทธศาสตร์และนโยบายเพื่อให้สอดรับกับท่าที
ใหม่ๆ ของอียูดังกล่าวได้อย่างไร

ท่านอัครราชทูตที่ปรึกษาฯ เน้นว่า แม้ประเทศไทยไม่ได้ถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ ซึ่งหมายถึงว่าประเทศไทยจะยังมีสิทธิ์แบบอัตโนมัติในการสมัครรับทุนภายใต้โครงการ Horizon 2020 และมีความเป็นไปได้ที่ประเทศไทยจะถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ไทยจึงควรเน้นการวางแผนการทำงาน การยื่นข้อเสนอโครงการ และสร้างความร่วมมือในด้านการก้าวสู่เศรษฐกิจสีเขียว การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การพัฒนาศักยภาพของภาคเกษตรกรรม การเพิ่มความมั่นคงทางอาหารและสาธารณสุข และใช้ประโยชน์จากความเกี่ยวข้องของประเด็นการวิจัยและนวัตกรรมกับการพัฒนา ภายใต้บริบทที่อียูเน้นการสร้างความร่วมมือกับประเทศกำลังพัฒนาเพื่อสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาสหัสวรรษ และการสร้างความเข้มแข็งให้กับการวิจัยและสร้างนวัตกรรมเพื่อตอบสนองความต้องการและเพื่อการพัฒนา (demand-led research and innovation for development) และการทำให้ข้อสรุปของการประชุมริโอ 20+ เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม เช่น การถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ที่สำคัญ ไทยอาจพิจารณาใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการวิจัย (Research Infrastructures) ของอียู เช่น โครงสร้างพื้นฐานอิเล็กทรอนิกส์ (e-Infrastructure) และการทำงานร่วมกันผ่านระบบดิจิทัลเพื่อเสริมสร้างโอกาสของไทยในการมีความร่วมมือระหว่างประเทศกับอียูในสาขาการวิจัยและนวัตกรรม

ดูเหมือนว่าประเทศไทยในฐานะประเทศกำลังพัฒนาจะให้ความสนใจแต่เรื่องการถ่ายทอดเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ จากยุโรปแบบให้เปล่าอย่างเช่นในอดีตไม่ได้อีกต่อไป เนื่องด้วยอียูได้ประกาศท่าทีอย่างชัดเจนว่าจะเปลี่ยนรูปแบบความช่วยเหลือจากแบบให้เปล่าเป็นการดำเนินความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในเชิงพาณิชย์ ซึ่งผลงานจะผูกโยงกับผลประโยชน์ทางการค้าและการทำธุรกิจของภาคธุรกิจยุโรปในประเทศกำลังพัฒนาเหล่านั้น ที่สำคัญ ต้องตั้งอยู่บนหลักของความสมดุลระหว่างหลักต่างตอบแทน (reciprocity) และการได้ประโยชน์ร่วมกัน (mutual interests) ของทั้งสองฝ่าย มิใช่ประเทศกำลังพัฒนาจะได้ประโยชน์โดยอียูเป็นผู้ให้แต่เพียงฝ่ายเดียวอีกต่อไป


เกี่ยวกับนักเขียน :
ดร. อาจารี ถาวรมาศ เป็นผู้บริหารบริษัท Access-Europe บริษัทที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์และนโยบายเกี่ยวกับสหภาพยุโรปสำหรับภาครัฐและเอกชนไทยที่สนใจเปิดตลาดยุโรป www.access-europe.eu หรือติดตามได้ที่ www.facebook.com/AccessEuropeCoLtd