ถ้าคุณเป็นผู้บริหารระดับสูงของบริษัท หรือหน่วยราชการ หรือรัฐวิสาหกิจ
แล้ววันหนึ่ง ผู้บริหาร “สูงสุด” ขององค์กร ได้เชิญให้เข้าประชุม และสั่งให้คุณ “เปลี่ยนทุกอย่าง ยกเว้นเมียและลูก” .....หลังจากวันนั้น ชีวิตคุณจะเป็นเช่นใด
นั่นเป็น เรื่องจริง ที่เกิดขึ้นที่ โรงแรมเคมพินสกี้ นครแฟรงก์เฟิร์ต ประเทศเยอรมัน เมื่อ 20 ปีก่อน ซึ่งประธานกรรมการของบริษัทแห่งหนึ่งจากทวีป เอเชีย ที่อยู่ในระหว่างการเดินทางทั่วโลกเพื่อดูงานเกี่ยวกับธุรกิจของบริษัท พอเดินทางไปถึงนครแฟรงก์เฟิร์ต เขาก็รู้สึกอึดอัดใจ จนไม่สามารถที่จะรอต่อไปได้ จึงออกคำสั่งให้ผู้บริหารระดับสูงของบริษัท หลายร้อยคนจากทั่วโลก บินไปพบเขาที่โรงแรมแห่งนั้น ทันที
เขาใช้เวลาประชุม เพื่อกำหนดเป้าหมาย ทิศทาง และนโยบายของบริษัท รวมทั้ง “บรรยาย” ด้วยตนเอง เป็นเวลา 3 วันเต็มๆ และประโยคสำคัญที่ออกมาจากปากเขาในวันนั้น ก็คือคำสั่งให้ทุกคน “เปลี่ยนทุกอย่าง ยกเว้นเมียและลูก”
ผู้ชายคนนี้ ชื่อ ลี คุน ฮี ซึ่งวันนั้นเขามีอายุ 51 ปี ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ มาเป็นเวลา 5 ปีมาแล้ว และบริษัทที่ผมกำลังพูดถึงนี้ มีชื่อว่า “ซัมซุง”
ครับ ซัมซุง ที่คนทั้งโลกต่างยอมรับกันในวันนี้นี่แหละ แต่ก่อนที่ประโยคเด็ดดังกล่าว จะออกมาจากปากของเขาเมื่อ 20 ปีก่อนนั้น ซัมซุง เป็นเพียง สินค้าระดับรอง ที่ไม่สามารถเทียบแข่งในเรื่องคุณภาพ กับแบรนด์ดังๆ ของอเมริกา หรือญี่ปุ่น ได้เลย และ ลี คุน ฮี ก็ได้เห็นด้วยตาตนเอง ระหว่างที่เขาเดินทางไปดูร้านค้าทั่วโลก จนเกิดแรงบันดาลใจ เรียกให้ผู้บริหารหลายร้อยคน บินไปพบเขาที่แฟรงก์เฟิร์ต ในทันทีทันใด
คงจำกันได้ว่า เมื่อ 5 ปีก่อน นาย โอบาม่า ก็ใช้คำสั้นๆว่า “Change” ในการรณรงค์หาเสียง แต่ประโยคที่ นายลี ใช้เมื่อ 20 ปีก่อนนั้น แม้จะยาวกว่าบ้าง แต่ก็ไม่ได้ยาวจนเกินจำ แถมมีความชัดเจน และส่งสัญญาณที่มีพลังอย่างยิ่ง
หลังการประชุม 3 วันผ่านไป ผลที่ออกมาคือเอกสารสำคัญ 200 หน้า ซึ่งได้กลายเป็น “คัมภีร์” ในการขับเคลื่อนซัมซุง ให้ไปสู่ เป้าหมายสำคัญ ที่นายลี ได้กำหนดไว้ นั่นคือ “ทำให้ซัมซุงเป็นสินค้าคุณภาพสูง สามารถแข่งขันกับผู้ครองตลาดได้ ภายในปี 2000”
ผู้บริหารซัมซุงมีเวลา 7 ปี ซึ่งถ้าจะทำได้สำเร็จตามเป้าหมาย ก็คงไม่มีวิธีการอื่นใด นอกเสียจากต้อง “เปลี่ยนทุกอย่าง ยกเว้นเมียและลูก” เท่านั้นเอง
ผมจำได้ว่า หลังจากนั้นไม่นาน เพื่อนผมคนหนึ่งซึ่งมีงบประมาณจำกัด ได้ซื้อกล้องถ่ายภาพดิจิทัล ซัมซุง และบอกกับผมว่า “ตอนนี้สินค้าของ ซัมซุง กำลังมีคุณภาพดีขึ้น และราคาก็ถูกกว่ากล้องดีๆยี่ห้ออื่นนะ” วันนั้นผมเองก็ฟังโดยไม่ได้รู้สึกคล้อยตามเท่าใดนัก แต่วันนี้ ความสำเร็จของซัมซุงเป็นที่ยอมรับทั่วโลกแล้ว อย่างน้อยที่สุด ก็เห็นได้ชัดเจนว่า ในวงการโทรศัพท์มือถือนั้น คู่แข่งที่พอจะท้าชนแอ๊ปเปิ้ลได้ ก็มีเพียงซัมซุง เท่านั้น
การเปลี่ยนทุกอย่าง ก็คือเปลี่ยนวิธีคิด และวิธีทำงาน เพื่อ ก้าวกระโดด ไปสู่เป้าหมายที่ท้าทาย ซึ่งวิธีคิดและวิธีทำงานแบบเดิมๆ ไม่สามารถจะทำได้สำเร็จ ซึ่งหลังจากที่นายลีได้ “ประกาศเจตนารมณ์แฟรงก์เฟิร์ต” ไปแล้ว ซัมซุงก็ไม่เหมือนเดิมอีกเลย นายลี เดินทางไปบรรยายที่สำนักงานซัมซุง ทั่วโลก รวมเป็นเวลาบรรยายของเขามากถึง 350 ชั่วโมง เพื่อให้พนักงานเข้าใจว่าที่จะต้องเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งทุกอย่างนั้น คืออย่างไร
อีกสองปีต่อมา ในปี 1995 นายลี ได้รับทราบว่าโทรศัพท์มือถือซัมซุง ที่เขาได้มอบให้พนักงานเป็นของขวัญปีใหม่ มีปัญหาบางอย่าง ทำให้การใช้งานติดขัด เขาสั่งให้นำโทรศัพท์รุ่นนั้นทั้งหมด จำนวน 150,000 เครื่อง ออกมากองรวมกันที่หน้าโรงงานผลิตที่เมืองกูมิ แล้วเรียกพนักงานจำนวน 2,000 คน ออกมายืนดู พร้อมทั้งสั่งให้ “เผาทิ้งทั้งหมด” เดี๋ยวนั้น และให้ใช้รถ “บด” จนป่น ต่อหน้าพนักงาน
ทิ้งท้ายด้วยการประกาศว่า “ถ้าพวกคุณยังคงผลิตสินค้า ที่ได้คุณภาพเพียงเท่านี้อีก ผมก็จะกลับมาอีก พร้อมสั่งให้เผาและบด แบบเดียวกัน”.... คุณผู้อ่านลองจินตนาการเองก็แล้วกันครับว่าหลังจากวันนั้น พนักงานที่นั่น จะทำงานกันแบบใด
ถึงวันนี้ “ความขลัง” ของ “ประกาศเจตนารมณ์แฟรงก์เฟิร์ต” ก็ยังไม่คลายไปแม้แต่น้อย เพราะที่อาคารของศูนย์ฝึกอบรม มีห้องหนึ่งซึ่งได้สร้างไว้ให้มีรูปลักษณ์เดียวกับห้องประชุมที่โรงแรมเคมปินสกิ ซึ่งเขาได้ใช้เมื่อ 20 ปีก่อน มีสีสันและลักษณะการตบแต่งห้อง เหมือนเดิมทุกประการ เก้าอี้ที่เขานั่ง ผ้าปูโต๊ะที่ใช้ในวันนั้น ภาพเขียนในห้อง ฯลฯ ก็เป็นของจริงดั้งเดิม เพื่อเตือนใจให้พนักงานทุกคนรำลึกว่า ประกาศเจตนารมณ์ในวันนั้น ได้นำซุมซุง มาสู่ความสำเร็จในวันนี้
นายลี ตระหนักดีว่า ชัยชนะที่เขาได้รับมา จนทำให้บริษัทอิเล็กทรอนิกส์ ชื่อดังในญี่ปุ่น ต้องพ่ายแพ้ไปเป็นแถวนั้น อีกไม่นาน เขาก็จะถูกท้าทายโดยประเทศจีน ดังนั้นเมื่อสองปีก่อน ซัมซุง จึงประกาศทิศทาง ธุรกิจใหม่ ที่กำลังจะก้าวไป ภายในปี 2020 เช่น อุปกรณ์ทางการแพทย์ แผงรับพลังงานแสงอาทิตย์ ไบโอเทคโนโลยี และแบตเตอรี่สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า เป็นต้น นี่แหละที่เราเรียกกันว่า “วิสัยทัศน์”
บทเรียนที่ชัดเจนจากเรื่องนี้ก็คือ ไม่ว่าจะเป็นบริษัทใด องค์กรใด หรือประเทศใด ถ้าจะก้าวไปสู่เป้าหมายที่ท้าทาย “อย่างก้าวกระโดด” ได้ จะต้องมี “ผู้นำ” ที่มีวิสัยทัศน์เก่งฉกาจ และยังเป็นผู้ที่สร้างวัฒนธรรมใหม่ในการทำงานที่เน้นคุณภาพสุดยอด ให้เกิดขึ้นได้จริงๆ
สำหรับประเทศไทยเรา ผมว่าทำได้ไม่ยากเลยครับ เพราะเราไม่ต้อง “เปลี่ยนทุกอย่าง....ยกเว้นเมียและลูก” อย่างซัมซุงก็ได้ แค่เปลี่ยนอย่างเดียวเท่านั้นเอง คือเปลี่ยนความคิดที่ว่า.... “งานชิ้นต่อไป ฉันจะได้กี่เปอร์เซ็นต์” แค่นี้ ประเทศไทย ก็ไปไกลอักโขแล้ว......






