วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

หันมาสร้างความเข้มแข็งภายใน

ตลาดหุ้นและตลาดเงินของเอเชีย เผชิญความผันผวนครั้งใหญ่ หลังจากนักลงทุนตีความและวิเคราะห์ถึงทิศทาง

และแนวโน้มในอนาคตกันอย่างหลากหลายในยุคโลกาภิวัตน์ ที่การกระทำของประเทศต่างๆ ส่งผลถึงกันได้อย่างง่ายดาย ล่าสุดธนาคารกลางอินโดนีเซียมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยเงินฝาก 0.25% อันเป็นความพยายามปกป้องเสถียรภาพทางการเงิน หลังจากเงินรูเปี๊ยะห์อ่อนค่าลง ส่วนหนึ่งเป็นผลจากวิตกด้านนโยบาย โดยเฉพาะการชะลอการลดเงินอุดหนุนเชื้อเพลิงซึ่งกระทบต่องบประมาณของประเทศ โดยเงินรูเปี๊ยะห์ได้ร่วงลงต่ำกว่าระดับ 10,000 รูเปี๊ยะห์ต่อดอลลาร์เป็นครั้งแรกตั้งแต่เดือนก.ย. 2552 ส่วนเงินเปโซของฟิลิปปินส์ก็ลดลงต่ำสุดในรอบ 1 ปีเช่นกัน

ส่วนตลาดหลักทรัพย์ในไทย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และหลายชาติเอเชีย ก็พากันปรับตัวลง จากก่อนหน้านี้ที่ทะยานขึ้นท่ามกลางความหวังว่าเศรษฐกิจโลกจะดีขึ้น เพราะข้อมูลเมื่อช่วงต้นปีสะท้อนไปในทิศทางที่กิจกรรมของเศรษฐกิจโลกจะกระเตื้องขึ้น แต่ล่าสุดกลับถูกบั่นทอนจากตัวเลขที่ชี้ว่าการฟื้นตัวกำลังสูญเสียแรงส่ง รวมถึงกรณีที่หลายสถาบัน เช่นองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลก ซึ่งหากมองถึงปริมาณเงินจากต่างชาติจำนวนมหาศาลที่เข้ามาลงทุนในเอเชียตั้งแต่ปี 2552 เมื่อธนาคารกลางสหรัฐและธนาคารกลางชาติตะวันตกอื่นๆ อัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบการเงินโลกเพื่อพลิกฟื้นเศรษฐกิจของชาติเหล่านี้แล้ว ทำให้มีความเป็นไปได้ว่ากระแสเทขายอาจดำเนินไปอีกระยะหนึ่ง

แน่นอนว่าปัจจัยที่หลายฝ่ายจับตามอง คือธนาคารกลางสหรัฐหรือเฟด จะเริ่มชะลอมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเมื่อไร โดยที่ผ่านมาเฟดไม่ได้ระบุชัดเจนว่าจะเริ่มลดการเข้าซื้อพันธบัตร แต่ตลาดเงินเริ่มคาดหมายว่ากระแสเงินทุนจะไหลออกจากตลาดเกิดใหม่ไปหาตลาดดอลลาร์ซึ่งผลตอบแทนเพิ่มขึ้น สภาพการณ์ที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนดังกล่าวทำให้มองได้ว่าช่วงนี้เป็นช่วงของการเปลี่ยนผ่าน อันอาจใช้เวลาเป็นสัปดาห์ และอาจมีกระแสเงินไหลออกจากเอเชีย ซึ่งจะกระทบต่อหลายตลาด แต่บางตลาดก็อาจมีแรงหนุนจากเงินออมและเงินทุนภายในประเทศนั้นๆ ที่มีอยู่ในระดับสูง

ในช่วงที่ความผันผวนยังมีอยู่มาก เพราะแม้การเคลื่อนไหวบางอย่างสะท้อนไปในแง่บวก อย่างการที่สแตนดาร์ดแอนด์พัวร์ทบทวนแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐจาก "แง่ลบ" เป็น "มีเสถียรภาพ" พร้อมระบุว่าแนวโน้มทางเศรษฐกิจและการคลังดีขึ้นนั้น แต่การรายงานตัวเลขเศรษฐกิจบางชิ้นของสหรัฐก็ไม่ได้ออกมาแง่ดี ดังนั้นการฟื้นตัวของสหรัฐจึงไม่ชัดเจนว่าจะดำเนินไปอย่างยั่งยืนและมั่นคงหรือไม่ ส่วนจีน ซึ่งมีเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 2 ของโลก ก็รายงานตัวเลขทางเศรษฐกิจเดือนพฤษภาคมไม่ค่อยดีนัก จนเกิดความกังวลเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจว่าการเติบโตในไตรมาสปัจจุบัน อาจอยู่ในระดับที่น่าผิดหวังเป็นไตรมาสที่สองติดต่อกัน

ปัจจัยหลายอย่างที่ส่งผลกระทบให้เกิดความผันผวนในตลาดเงิน-ตลาดทุน ทำให้รัฐบาลไทยเองควรต้องเริ่มหันมาคิดถึงมาตรการรับมือเศรษฐกิจภายในประเทศว่าจะดำเนินการอย่างไร เพราะที่ผ่านมาโครงการลงทุนที่คาดว่าจะกระตุ้นเศรษฐกิจ ก็เกิดความล่าช้า ในท่ามกลางสถานการณ์โลกที่เกิดขึ้นและดำเนินไปอย่างรวดเร็ว ดังนั้น การรับมือของทางการไทยก็ควรมีจัดวางมาตรการทั้งในระยะกลางและระยะยาว เพื่อบรรเทาผลกระทบจากเหตุการณ์ต่างๆ ที่ดำเนินไปอย่างรวดเร็ว