ชื่อบทความในวันนี้ ตั้งใจให้ชื่อพ้องไปกับ ชื่อหนังแคมเปญชุด อยู่หน้าจอจะรออะไร...วีต้าเบอรรี่ที่พวกเราไว้ใจ
ของเครื่องดื่มที่โฆษณาว่าสามารถช่วยบำรุงสายตา โดยมีพระเอกชื่อดังแห่งยุค ณเดช คูกิมิยะ ชู 2 นิ้วรูปตัววี เป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ ซึ่งผมชื่อเหลือเกินว่าท่านผู้อ่านแทบทุกท่านคงมีโอกาสได้รับรู้รับฟังโฆษณาดังกล่าวมากันบ้างแล้ว
คงเป็นจริงตามโฆษณาครับว่า ในปัจจุบันผู้คนวัยทำงานต้องใช้เวลาอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์เฉลี่ยแทบตลอดทั้งวัน ระหว่างเดินจากกลับบ้านหากไม่ได้ขับรถเอง บ้างก็จะเปิดดูจอมือถือ หรือจอแท็บเล็ต กลับถึงบ้านก็ใช้เวลาอยู่หน้าจอโทรทัศน์ต่อจนเข้านอน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้คนที่เกี่ยวข้องกับตลาดการเงิน (เช่น ตลาดเงิน และตลาดทุน) ที่การพัฒนาของเทคโนโลยีสารสนเทศรวมถึงการพัฒนาไปอย่างรวดเร็วของระบบการประมวลผลของคอมพิวเตอร์ ในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลต่อการดำเนินชีวิตประจำวันของผู้คนในวงการนี้ ให้เปลี่ยนแปลงไปจากอดีตเมื่อเทียบกับช่วง 30 - 40 ปีมาแล้วอย่างสิ้นเชิง
หากยังจำกันได้ ตอนที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) เริ่มเปิดทำการซื้อขายหลักทรัพย์ เมื่อ 38 ปีที่แล้ว (พ.ศ. 2518) ด้วยวิธีแบบเคาะกระดาน ซึ่งเป็นการซื้อขายแบบการประมูลราคา ด้วยการจดแจ้งราคาเสนอซื้อ และเสนอขายบนกระดานซื้อขาย (กระดานจริง ๆ ไม่ใช่กระดานอิเล็กทรอนิกส์) ในตอนนั้น ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายหุ้นต่างต้องเฝ้าดูหน้ากระดานนี้ เพื่อทำหน้าที่ต้องตนให้สำเร็จลุล่วงไปในแต่ละวัน (ซึ่งต่อมามีการเปลี่ยนไปใช้ระบบคอมพิวเตอร์สำหรับการซื้อขายหุ้นเมื่อปี 2534)
เช่นเดียวกันกับรูปแบบการซื้อขายสินค้าในตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้าในอดีต ก่อนที่จะมีระบบการซื้อขายแบบคอมพิวเตอร์ วิธีที่ใช้ในการส่งคำสั่งซื้อขายเข้ามารอหาคู่จับ จะใช้วิธี Open Outcry ซึ่งคำสั่งซื้อ-ขาย จะถูกส่งผ่านการตะโกนและสัญญาณมือที่ให้กันในห้องค้า (Pit) ระหว่างสมาชิกของตลาด และราคาก็จะถูกแสดงขึ้นบนกระดานซื้อขายใหญ่ ให้ผู้ที่เกี่ยวข้องได้รับทราบถึงราคาซื้อขายที่มีการเปลี่ยนแปลงไป
ต่อมาในระยะหลังเมื่อ คอมพิวเตอร์เข้ามามีบทบาทและมีประสิทธิภาพมากขึ้น การซื้อขายสัญญาล่วงหน้าแบบใหม่ โดยผ่านทางคอมพิวเตอร์ หรือ Electronic Trading System ได้เริ่มเข้ามาแทนที่ระบบซื้อขายแบบเก่า เนื่องจากมีต้นทุนที่ถูกกว่าระบบ Open Outcry แบบดั้งเดิม อย่างมหาศาล เพราะไม่ความจำเป็นต้องอบรม และจ้างคนมาทำการซื้อขายกันในห้องค้า ตลาดซื้อขายล่วงหน้าที่เกิดใหม่ทั้งหลาย (รวมทั้ง ตลาดอนุพันธ์ หรือ ตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้าของไทย Thailand Futures Exchange หรือ TFEX ที่เริ่มเปิดซื้อขายในปี 2549) จึงเริ่มระบบของตนด้วยระบบการซื้อขายแบบ Electronic Trading ซึ่งทำให้ผู้ที่เกี่ยวข้องสามารถรับทราบข้อมูลการซื้อขายต่าง ๆ ได้ผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์ แทนที่จะต้องคอยแหงนหน้าติดตามผลการจับคู่ซื้อขายผ่านกระดานใหญ่เหมือนเช่นอดีต
ปัจจุบัน ผู้ที่สนใจที่จะซื้อขายสินค้าทั้งประเภท หุ้น ตราสารหนี้ หรือ สัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Futures หรือ Options) ต่างก็สามารถส่งคำสั่งซื้อ/คำสั่งขาย ผ่านหน้าจอของตน ไม่ว่าจะเป็นหน้าจอคอมพิวเตอร์ จอแท็บเล็ต หรือไม่ก็จอมือถือ และ/หรือ รับทราบข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ ผ่านหน้าจอดังกล่าวของตนได้แทบทั้งสิ้น
เมื่อนักลงทุนสามารถเข้าถึงการลงทุนประเภทต่าง ๆ ได้ง่าย ๆ ผ่านหน้าจอ ก็มีคำถามตามมา สำหรับผู้ลงทุนคนหนึ่ง ๆ หากต้องการจะลงทุนแล้ว เมื่ออยู่หน้าจอ แล้วสมควรจะรออะไร และ/เตรียมการแผนการลงทุนของตนได้อย่างไร
ทีมงานทาง TSI Thailand Securities Institute ได้ให้คำแนะนำเอาไว้สำหรับผู้ลงทุนเมื่ออยู่หน้าจอแล้วประสงค์จะลงทุนซื้อขายสินค้าใด ควรอย่างน้อยจะต้อง 1) รู้จักตนเอง ว่ามีเป้าหมายการลงทุนเป็นอย่างไร 2) รู้จักเครื่องมือ ว่าเครื่องมือการลงทุนหรือสินทรัพย์มีลักษณะผลตอบแทนและมีความเสี่ยงเป็นอย่างไร และ 3) รู้จักจังหวะการลงทุน ว่าปัจจัยใดมีผลกระทบต่อการลงทุนอย่างไร ซึ่งจะทำให้สามารถกำหนดกลยุทธ์การลงทุนได้อย่างเหมาะสม
ฉะนั้น หากต้องการจะลงทุน ผู้ลงทุนก่อนจะมาอยู่หน้าจอ ต้องได้ทำความรู้จักกับตัวเอง และรู้จักเครื่องมือทางการเงินที่จะลงทุนให้ถ่องแท้เสียก่อน ว่าตนรับความเสี่ยงแล้วสมควรจะเลือกลงทุนในสินทรัพย์แบบไหน แล้วจึงเลือกใช้เครื่องมือเพื่อการจับจังหวะการลงทุนที่สอดคล้องกับตนเองและเครื่องมือทางการเงินดังกล่าว
เครื่องมือจับจังหวะการลงทุนที่เป็นที่แพร่หลาย เหมาะสมกับการใช้วิเคราะห์เมื่ออยู่หน้าจอ ได้แก่ เครื่องมือการวิเคราะห์ทางเทคนิค (Technical Analysis Tool) ซึ่งเป็นเครื่องมือที่มีแนวคิดพื้นฐานมาจากความเชื่อที่ว่า 1) ราคาสินทรัพย์ที่แสดงออกมาทางหน้าจอ ได้สะท้อนข้อมูลพื้นฐานที่เกี่ยวข้องเอาไว้หมดแล้ว และ 2) รูปแบบราคาที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วจะเกิดขึ้นซ้ำอีกในวันข้างหน้า อันเป็น Tool ที่สามารถนำมาใช้เป็นเครื่องมือเพื่อจับจังหวะการลงทุนหรือ Timing the market ผ่านทางสัญญาณซื้อ และ/หรือ สัญญาขาย ของ Technical Indicators ที่มีใช้เลือกใช้อย่างหลากหลาย
ซึ่งเมื่อนักลงทุนได้เมื่อเลือกเครื่องมือการวิเคราะห์เพื่อประกอบการตัดสินลงทุนที่คิดว่าเหมาะสมสอดคล้องกับตนเองเรียบร้อยแล้ว เมื่ออยู่หน้าจอ ก็ควรจะรอสัญญาณซื้อ สัญญาณขาย หรือสัญญาณ Cut Loss จาก Indicators ตาม Plan ที่วางเอาไว้
โดย ผู้ลงทุนควรต้องตระหนักไว้เสมอว่า Plan ที่เราวางเอาไว้ได้ผ่านกระบวนการตัดสินใจมาเป็นอย่างดีแล้ว และสมควรให้ความสำคัญกับกระบวนการตัดสินใจลงทุน (หรือ Process) นี้มากกว่าผลลัพธ์ (หรือ Outcome) ที่ได้จากการลงทุน เพราะจะเป็นกระบวนการที่จะทำให้ประสบความสำเร็จในการลงทุนได้ ในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม ผู้คนส่วนใหญ่ก็ยังชอบที่จะให้ความสำคัญกับ Outcome มากกว่า Process ซึ่งจากคำอธิบายของ Russo and Schoemaker ที่แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่าง Process และ Outcome ไว้ว่า (จากหนังสือ Winning Decisions: Getting It Right the First Time)
Good Process => Good Outcome = Deserved Success (สมควรแล้วที่สำเร็จ)
Good Process => Bad Outcome = Bad Break (ทำดีแล้วแต่โชคไม่เข้าข้าง)
Bad Process => Good Outcome = Dumb Luck (โชคดีแบบโง่ ๆ )
Bad Process => Bad Outcome = Poetic Justice (สาสมแล้วที่ล้มเหลว)
จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่า เหตุให้นักลงทุนที่ไม่ยอมมุ่งเน้นที่ Process มักจะไม่ประสบความสำเร็จในการลงทุน ในระยะยาว
ฉะนั้น สำหรับนักลงทุนที่ดี เมื่ออยู่หน้าจอ ต้องยึดมั่นในวินัย ไม่ลังเล ควบคุมความกลัวและความโลภ ทำตาม Process ที่ได้กำหนดเอาไว้ ซึ่งถึงแม้ว่าอาจจะเกิด Bad Break ได้บ้างในบางครั้ง แต่ในระยะยาวถือว่าเป็นการปลูกฝังนิสัยการลงทุนที่ดีและในระยะยาวมีแนวโน้มว่าจะประสบความสำเร็จสมตามเป้าหมายการลงทุน






