วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ถึงเวลาทีมเศรษฐกิจรัฐบาล ต้องประเมินรับความผันผวน

ความผันผวนในตลาดหุ้นและตลาดเงินภูมิภาคเอเชีย กำลังสร้างความปั่นป่วนให้กับผู้ดำเนินนโยบายเศรษฐกิจ

ของประเทศ เนื่องจากเป็นผลโดยตรงจากธนาคารกลางในประเทศยักษ์ใหญ่หลายประเทศ อัดฉีดเงินเข้าระบบจำนวนมหาศาล ส่งผลสภาพคล่องล้นตลาดเงินตลาดทุนทั่วโลก ซึ่งมาตรการอัดฉีดมีเป้าหมายเพื่อใช้นโยบายการเงินมีบทบาทในการฟื้นฟูภาคเศรษฐกิจที่แท้จริง แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นคือภาคการเงิน เนื่องจากปัจจุบันเงินทุนไหลเข้า-ออกในภูมิภาคต่างๆ จำนวนมหาศาล และทำได้ง่ายขึ้นจากการเปิดเสรีทางการเงิน

อย่างไรก็ตาม หากติดตามตัวเลขเศรษฐกิจที่แท้จริง ซึ่งธนาคารกลางหลายประเทศใช้ในการประเมินผลของการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าระบบ จะเห็นได้ว่าการอัดฉีดเงินทั้งหมดจำนวนมหาศาลนั้น แต่ปรากฏว่าเกิดผลต่อภาคเศรษฐกิจที่แท้จริงไม่ได้รวดเร็วนัก และบางประเทศยังไม่สามารถฟื้นตัวได้ อย่างดีก็แค่การประคองตัวไม่ให้เศรษฐกิจของประเทศเข้าสู่ภาวะการชะลอตัวลึกลงไปมากกว่าที่เป็นอยู่ ดังนั้น ในช่วงที่เกิดการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าระบบ และการชะลอการอัดฉีดเงินเข้าตลาด ก็ส่งผลให้ตลาดเงินตลาดทุนปั่นป่วนดังที่เห็น

จากสถานการณ์ความปั่นป่วนที่เกิดขึ้นในขณะนี้ จะเห็นได้ว่าเกิดจากการเก็งกำไรในภาคเศรษฐกิจที่มีการเคลื่อนไหวด้านราคารวดเร็ว คือ สินค้าโภคภัณฑ์ อัตราแลกเปลี่ยน และราคาหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ นั่นก็หมายความว่า มาตรการอัดฉีดเม็ดเงินของประเทศยักษ์ใหญ่นั้น ได้ทำให้เกิดการเก็งกำไรครั้งใหญ่ในตลาดเงินตลาดทุนจากเงินส่วนเกินที่เกิดจากมาตรการผ่อนคลายทางการเงิน จนขณะนี้มีเสียงเตือนว่า ตลาดเงินตลาดทุนที่เป็นเครื่องมือให้กับทุนนิยมนั้นกำลังจะกลายเป็นคาสิโนระดับโลก

ความผันผวนที่เกิดขึ้นทำให้เกิดการปรับเปลี่ยนนโยบายของประเทศที่ได้รับผลกระทบ อย่างเช่น กรณีค่าเงินบาทของไทยนั้น เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่า ได้รับผลกระทบทั้งเงินทุนไหลเข้าและไหลออกอย่างรวดเร็ว แต่หากพิจารณาจากช่วงระยะเวลาแห่งความผันผวนที่เกิดขึ้นนั้นจะเห็นว่าเป็นไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งในช่วงก่อนหน้านั้นไม่กี่สัปดาห์ หน่วยงานที่ดูแลเศรษฐกิจของประเทศกล่าวเตือนระวังเงินทุนไหลเข้า แต่ผ่านไปเพียงไม่กี่สัปดาห์ ก็ปรากฏว่าเงินทุนไหลออกและค่าเงินบาทอ่อนค่าลงอย่างรวดเร็ว

จากความผันผวนดังกล่าว เรายังไม่เห็นรัฐบาลหรือภาคส่งออกกระตือรือร้นเหมือนกรณีค่าเงินบาทแข็งค่า ทั้งๆ ที่ค่าเงินบาทอ่อนค่าก็ส่งผลกระทบจากส่วนอื่นเช่นเดียวกัน และขณะนี้เราเห็นภาคความผันผวนที่เพิ่งเริ่มต้นจากการย้อนกลับของเงินทุน แต่คำถามก็คือรัฐบาลหรือหน่วยงานของรัฐที่ออกมาร่วมกันแก้ปัญหาค่าเงินแข็งนั้นจะทำอย่างไร และเคยมีการประเมินผลที่เกิดขึ้นหรือไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นหากเกิดสถานการณ์ย้อนกลับจากเมื่อปีที่แล้วที่มีการอัดฉีดเงินเข้าระบบของประเทศยักษ์ใหญ่

เราเห็นว่า จากความผันผวนที่เกิดขึ้น แม้จะเป็นช่วงเริ่มต้นของกระบวนการย้อนกลับของเงินทุน แต่เราก็น่าจะตื่นตัวกับสิ่งที่เกิดขึ้น และเราจะรับมือกับสถานการณ์ที่เริ่มส่งสัญญาณเตือนให้เห็นอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นเงินทุนไหลออกหรือเศรษฐกิจจีนเริ่มสังสัญญาณชะลอตัว ซึ่งหากรัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเริ่มประเมินผลกระทบ เราก็เชื่อว่าการทะเลาะกันอย่างที่เห็นว่าเมื่อมาถึงจุดหนึ่งเหมือนกรณีค่าเงินบาทแข็งนั้นจะไม่เกิดขึ้น เราหวังว่ารัฐบาลคงไม่ได้เอาใจเฉพาะภาคส่งออกอย่างเดียว แต่ต้องคำนึงผลที่เกิดขึ้นกับกลุ่มอื่นด้วย