ผมเอาสองภาพนี้มาให้ดู เพื่อเปรียบเทียบรูปแบบ การทูตคาวบอย ปี 1985 ระหว่างผู้นำสหรัฐ
โรนัลด์ รีแกน กับ ประธานาธิบดีสหภาพโซเวียต มิคาอิล กอร์บาชอฟ (ขวามือ) กับ “การทูตกลางทะเลทราย” ระหว่างประธานาธิบดี บารัก โอบามา แห่งสหรัฐ กับผู้นำจีน สี จิ้นผิง เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา
ทั้งสองเหตุการณ์มีเป้าหมายอย่างเดียวกัน นั่นคือ การสร้างบรรยากาศ “แลกเปลี่ยนอย่างตรงไปตรงมา” โดยไม่ต้องใช้พิธีกรรมทางการแบบ state visit ซึ่งเน้นรูปแบบมากกว่าเนื้อหา และเพื่อป่าวประกาศให้ชาวโลกได้รับทราบว่าผู้นำของมหาอำนาจโลกกำลัง “จับเข่าคุยกัน” เพื่อสงวนจุดต่าง แสวงจุดร่วม
รีแกน กับ กอร์บาชอฟ ออกจากห้องประชุม ชวนกันเดินเล่นรอบๆ ทะเลสาบเจนีวาของสวิตเซอร์แลนด์ อันเลื่องลือ (ภาพที่นำมาให้ดูเป็นอีกโอกาสหนึ่งที่ผู้นำมะกัน ชวนหัวหน้าสหภาพโซเวียตไปเที่ยวฟาร์ม และแต่งคาวบอยให้ถ่ายภาพเห็นความเป็นกันเองอวดชาวโลก) แต่ โอบามา กับ สี จิ้นผิง ใช้วิธีการ “เดินเล่นกลางทะเลทราย” ที่แคลิฟอร์เนีย เพื่อสามารถพูดคุยกันในทุกเรื่องโดยไม่ต้องอาศัยล่าม และไม่ต้องคอยกระซิบถามที่ปรึกษา
ถามว่าการทูตแบบ “ถอดเสื้อนอก ปลดเนกไท” แบบนี้ได้ผลไหม? ก็ต้องตอบว่า อย่างน้อยก็แสดงความตั้งใจของทั้งสองฝ่าย ที่จะเปิดอกพูดกันถึงจุดยืนที่แตกต่างแบบตัวต่อตัว ที่ผมเรียกว่า “หยั่งเชิงกันและกันแบบประชิดตัว”
หากว่า...ผู้นำของสองขั้วอำนาจโลกได้คุยกัน ถามไถ่ถึงปัญหาของกันและกัน และชี้ให้ถึงเห็นมุมมองที่ไม่ต้องผ่านการตีความหรือกลั่นกรองของคนใกล้ชิดและลูกน้อง ก็ย่อมมีโอกาสที่จะสร้างความเข้าใจกันและกัน มากกว่าเพียงแค่อ่านรายงานหรือตีความจากแถลงการณ์ที่ออกมาจากอีกฝ่ายหนึ่ง
หากว่า...ผู้นำสองฝ่ายได้เปิดใจซักถามกันอย่างตรงไปตรงมาอย่างนี้ โอกาสจะเกิดสงครามก็คงจะลดน้อยลง และยิ่งต่างฝ่ายต่างยอมเปิดเผยปัญหาของตัวเอง และมุมมองของเหตุการณ์โลกจากแง่มุมของตัวเอง ผมก็เชื่อว่าการเมืองระหว่างประเทศจะยุ่งยากน้อยลง
นั่นย่อมไม่ได้หมายความว่าปัญหาจะหมดไปจากโลก เพราะว่าในท้ายที่สุดแล้ว การเมืองระหว่างประเทศก็มาจบลงตรงผลประโยชน์ของแต่ละฝ่าย ที่ไม่มีทางเหมือนกันได้ทุกเรื่อง หรือสอดคล้องต้องกันได้หมด แต่อย่างน้อย เมื่อได้แลกเปลี่ยนแง่มุมของปัญหาต่อกันและกันแล้ว ความเข้าใจผิดเดิมๆ ก็ย่อมลดน้อยลง
โอบามา กับ สี จิ้นผิง พูดถึงเรื่องบทบาทสหรัฐ ในเอเชียแปซิฟิก เรื่องเกาหลีเหนือ การโจมตีทางไซเบอร์ การป้องกันการก่อการร้ายสากล การค้าการขาย ทรัพย์สินทางปัญญา รวมไปถึงเรื่องความร่วมมือเรื่องค้าขาย และประเมินสภาวะเศรษฐกิจที่มีผลต่อกัน และไม่เว้นแม้แต่ประเด็น “โลกร้อน”
สหรัฐ จะเย็นไม่ได้ ถ้าจีนร้อน เพราะว่าปัญหาสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป ไม่แยกระหว่างโลกตะวันออกและตะวันตก
เดินไปคุยไปบนทะเลทราย ผมก็เชื่อว่าทั้งสองคนยิ่งเห็นว่าเรื่องที่ต้องประสานกันมีมากกว่าเรื่องต้องฟาดฟันกันอย่างแน่นอน เพราะว่าไม่มีใครอยู่ด้วยตนเองได้ในโลกยุคนี้ หากจีนแย่ มะกันก็พลอยลำบาก และ หากว่า สหรัฐ มีปัญหา จีน ก็จะเก่งกาจอยู่คนเดียวไม่ได้
ต้องไม่ลืมว่าสองประเทศนี้ คือ เศรษฐกิจใหญ่อันดับที่ 1 และที่ 2 ของโลก และปีที่ผ่านมา สหรัฐ ขาดดุลการค้ากับจีนสูง ถึง 315,000 ล้านดอลลาร์
เจ้าหน้าที่ชั้นสูงมะกัน บอกว่า การพบปะกันครั้งนี้สรุปได้ง่าย ๆ สามคำ คือ “unique, positive and constructive” นั่นคือ แปลก บวก และ สสร้างสรรค์
ฝ่ายจีน บอกว่า การได้พูดคุยกันอย่างกว้างขวาง และตรงไปตรงมาของสองผู้นำถึง 8 ชั่วโมงเต็มๆ อย่างนี้ ไม่เคยปรากฏมาก่อน และย่อมจะนำไปสู่ความเข้าใจ ที่ “กว้างขวางและลุ่มลึก” มากขึ้น









