วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ประชุมสุดยอดสีจิ้นผิง-โอบามา : ปฏิบัติการหยั่งเชิงแบบประชิดตัว

“ประชุมสุดยอดแบบถอดเสื้อนอก, ทิ้งเนคไท” ระหว่างประธานาธิบดีสีจิ้นผิง ของจีนและบารัก โอบามา แห่งสหรัฐฯ

ที่แคลิฟอร์เนีย สุดสัปดาห์นี้เป็นอีกฉากประวัติศาสตร์การเมืองโลกที่มีผลกว้างไกลกว่าที่เราท่านอาจจะประเมินได้ในวันนี้

ถ้าเป็นมวยก็ต้องบอกว่าเป็นการ “หยั่งเชิง” กันครั้งแรกหลังจากที่สีจิ้นผิง (วัย 59) ที่ขึ้นมาเป็นเบอร์หนึ่งของจีนสด ๆ ร้อน ๆ และโอบามา (ปีนี้ 54) ที่ก้าวขึ้นสมัยที่สอง

ข่าววงในบอกว่าผู้นำจีนเป็นคนเสนอว่าให้พบปะกันอย่างไม่เป็นทางการ ปิดประตูถกประเด็นระหว่างสองยักษ์โดยไม่ต้องมีพิธีกรรม, ไม่มีการต้อนรับด้วยพรมแดงหรืองานเลี้ยงหรูแบบ state visit

สไตล์การทำงานของ สีจิ้นผิง แตกต่างโดยสิ้นเชิงกับผู้นำจีนคนก่อน ๆ เพราะเขาต้องการเน้น "เนื้องาน" มากกว่า "รูปแบบ"

และสีจิ้นผิง ก็รู้ว่าหากเขาจะสร้าง “ความสัมพันธ์รูปแบบใหม่” กับสหรัฐฯ, เขาก็ต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับความเป็นไปของโลกปัจจุบัน

นั่นคือการสามารถนั่งลงจับเข่าคุยกับผู้นำประเทศอื่น ๆ ในฐานะ “นักบริหาร” มิใช่ในฐานะ “ผู้นำประเทศ” ในลักษณะเก่า ๆ ทั้งหลาย

แน่นอนว่าหัวข้อที่จะต้องแลกเปลี่ยนกันอย่างตรงไปตรงมามีหลายเรื่อง ที่เกี่ยวกับไทยไม่น้อยคือประเด็นข้อพิพาทในทะเลจีนใต้ที่จีนมีเรื่องระหองระแหงกับประเทศสมาชิกอาเซียนเช่น เวียดนาม และฟิลิปปินส์ (ไทยเป็น “ผู้ประสานงาน” ระหว่างอาเซียนกับจีนขณะนี้)

และการที่สหรัฐฯ ประกาศนโยบาย rebalance หรือ “ปรับดุลอำนาจ” ด้วยการขยับกองกำลังทางทะเลจากแอตแลนติก มาแปซิฟิก ในสัดส่วนที่มากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

และยังยืนยันแนวทางให้เอเชีย เป็น pivot (แกน, เดือย) ของการวางฐานรากความมั่นคงของสหรัฐฯในทศวรรษใหม่นี้ด้วย

แน่นอนว่าผู้นำจีน ได้ตั้งข้อสงสัยว่านี่เป็นการ “ล้อมปราบ” จีนรอบใหม่ ละม้ายกับนโยบาย containment (ล้อม, สกัด) จีนสมัยสงครามเย็นหรือไม่

สองผู้นำต้องซักไซ้กันลงลึกในข้อสงสัยระหว่างกันเพื่อให้สิ่งที่จีนเสนอว่าเป็น “ความสัมพันธ์รูปแบบใหม่” กับอเมริกามีความกระจ่างชัดทั้งในคำนิยาม และแนวทางปฏิบัติด้วย

อีกเรื่องหนึ่งที่คาใจทั้งสองฝ่ายคือการที่สหรัฐฯ กล่าวหาว่า จีน ทำสงครามดิจิทัล รูปแบบใหม่นั่นคือการ “โจมตีทางไซเบอร์” หรือ cyber attack เพื่อขโมยข้อมูลลับผ่านออนไลน์

สีจิ้นผิง ก็คงจะปฏิเสธ และยืนยันว่าหากเกิดเรื่องอย่างนี้ก็ไม่ใช่เพราะรัฐบาลจีนสนับสนุน อีกทั้งจีน ยังล้าหลังเรื่องเทคโนโลยีกว่าสหรัฐฯหลายขุมนัก จะเจาะเข้าไปในโลกไซเบอร์อันล้ำสมัยของมะกันได้อย่างไร

โอบามา ก็คงจะย้ำกับผู้นำจีนว่ายังไง ๆ ก็ขอให้ตรวจสอบเรื่องนี้และช่วยสั่งการอย่าให้มีเหตุการณ์เช่นนี้อีกเพราะสหรัฐฯ ถือเป็นอาชญากรรมข้ามชาติที่ยอมไม่ได้เช่นกัน

ผู้นำจากวอชิงตัน ก็คงจะต้องกระซิบถามท่านผู้นำจากปักกิ่ง ว่า ไฉนไม่กดดันให้ผู้นำเกาหลีเหนือ เลิกก่อเหตุต่าง ๆ เพราะจะทำให้เกิดความตึงเครียดในคาบสมุทรเกาหลีอันจะนำไปสู่ความวุ่นวายได้

ผมเชื่อว่าสีจิ้นผิง ก็คงจะ "เปิดใจ" กับโอบามา ว่า ที่ใคร ๆ เชื่อว่าจีนสามารถบงการเกาหลีเหนือได้ นั้น ไม่จริงเสมอไป เพราะเอาเข้าจริง ๆ ผู้นำเกาหลีเหนือคนใหม่วัยแค่ 30 อย่างคิมจองอึน นั้นไม่ใช่คนที่จะสั่งซ้ายหันขวาหันได้...ต้องค่อย ๆ กล่อม และสหรัฐฯ ก็ต้องไม่ยั่วยุให้เกิดเรื่องบาดหมางที่ไม่จำเป็น

หนีไม่พ้นว่าทั้งสองจะต้องพูดเรื่องการค้าการขาย และประเด็นเรื่องเศรษฐกิจระหว่างสหรัฐฯ กับจีน ซึ่งมีมากมายหลายประเด็น ไม่ว่าจะเป็นอัตราแลกเปลี่ยนเงินหยวนกับดอลลาร์ที่วอชิงตันกล่าวหาว่าปักกิ่งจงใจปั่นให้อ่อนเกินเหตุเพื่อผลักดันการส่งออกของตัวเอง และจีนกล่าวอ้างมาตลอดว่าไม่เคยบิดเบือนตลาดถึงขนาดนั้น

ผมสังเกตว่าก่อนสีจิ้นผิง ออกจากปักกิ่งรอบนี้ เงินหยวน ก็เด้งแข็งขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทันที...แสดงว่ากลยุทธ์การทูตของจีน กับนโยบายเศรษฐกิจนั้นมิอาจจะแยกออกจากกันได้แน่นอน

การพบปะลักษณะ “เป็นกันเอง” ระหว่างผู้นำยักษ์ของโลกสองประเทศนี้ถือเป็นการแปรโฉมของความสัมพันธ์ที่น่าสนใจยิ่ง เพราะผมเชื่อว่าทั้งสองคนตระหนักว่าจีน กับอเมริกา ไม่อาจจะทำศึกสงครามได้แน่นอน
หากสองมหาอำนาจปะทะกัน จะเป็นผู้แพ้ทั้งสองฝ่าย เพราะในโลกที่ต้องพึ่งพากันอย่างแนบแน่นขึ้นทุกวัน, ใครไอใครจามอีกฝ่ายหนึ่งก็ติดหวัดกันได้ทั้งนั้น

โดยเฉพาะเมื่อจีนซื้อพันธบัตรรัฐบาลมะกันไว้มากมาย และสหรัฐฯเป็นตลาดส่งออกใหญ่ที่สุดสำหรับจีน, ใครเริ่มป่วย, อีกคนหนึ่งต้องร้อน ๆ หนาว ๆ แล้ว คนจีนที่ร้องเรียนให้รัฐบาลตนเองช่วยแก้ปัญหาแล้วไม่ได้คำตอบ, ก็ส่งสารไปยังเว็บไซต์ทำเนียบขาว ขอให้ “ท่านประธานโอ (บามา)” ช่วยแก้ปัญหาให้

โลกไซเบอร์ทำให้เส้นพรมแดนหายไปแล้วโดยสิ้นเชิง...ใครใหญ่แค่ไหนก็ไม่สามารถกำกับ, กำหนดและควบคุมคนของตนได้อีกต่อไป