ความยากลำบาก ในการ "ปลุกปั้น" สร้างตราสินค้าของ "ไทยแบรนด์" บ่มเพาะความแข็งแกร่ง
มายาวนานไม่เสียหลาย วันนี้เริ่มเห็นผู้ประกอบการหลายรายรุกขยายกิจการออกนอกบ้าน นำพาแบรนด์ไทยเปิดตลาดอวดสายตาชาวโลก ขยับสถานะสู่ "ริจินัลแบรนด์" ล่าสุด ชาเขียวพร้อมดื่ม "โออิชิ" วางขายในมาเลเซีย ก่อนจะขยับขยายไปสิงคโปร์ และบรูไน
โออิชิ วางตำแหน่งทางการตลาดเป็นสินค้า "พรีเมียม" ในมาเลเซีย ขนาดขวด 380 มิลลิลิตร ราคาจำหน่าย 2.60 ริงกิต หรือตก 26 บาท ท่ามกลางคู่แข่งทั่วไป ขายในราคา 2.40 ริงกิต หรือ ประมาณ 24 บาท เทียบกับไทยขวดเท่ากันขาย 15 บาท เป็นการขับเคลื่อนเชิงกลยุทธ์ที่พยายามสร้างความชัดเจนในจุดยืน เจาะคนรุ่นใหม่ที่ดูแลสุขภาพ ซึ่งกำลังเติบโตสูงในมาเลย์ ดังนั้น ราคา "แพงกว่า" จึงไม่ใช่ปัญหา
ไม่ต่างจากภัตตาคารญี่ปุ่น "ฟูจิ" เป็นหนึ่งในไทยแบรนด์ที่พัฒนาเชนร้านอาหารญี่ปุ่นเป็นรายแรกๆ ในเมืองไทย ขยายบริการภัตตาคารอาหารญี่ปุ่นฟูจิในประเทศลาว และพม่า จับกลุ่มลูกค้า "ระดับบน" ด้วยสนนราคาอาหารสูงกว่าฟูจิในไทย 30% แต่ลูกค้าให้การตอบรับเป็นอย่างดี เช่นเดียวกับยีนส์สัญชาติไทย "แม็คยีนส์" การเปิดตลาดในพม่า และลาว มุ่งหน้าเจาะกลุ่มลูกค้ากำลังซื้อสูง
พื้นฐานสินค้าของแบรนด์เหล่านี้ มีเหมือนกัน คือ "เอกลักษณ์" ที่โดดเด่นเหนือคู่แข่ง "เลียนแบบได้" แต่เหมือนยาก!!
ยังมีอีกหลายสินค้าพะยี่ห้อ "ไทยแบรนด์" สามารถ "อัพ" มูลค่า หรือ ราคา จาก "แมสโปรดักส์" ท่ามกลางคู่แข่งจำนวนมากในไทย ขยับสถานะเป็น "สินค้าดาวรุ่ง" ของกลุ่มลูกค้าชั้น "หัวกะทิ" ของบรรดาประเทศเศรษฐกิจใหม่ ที่มีอัตราการบริโภคสินค้าสนอง "ความต้องการ" ไต่ระดับสูงกว่าสินค้าเพื่อความจำเป็น โดยเฉพาะกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน ทั้ง กัมพูชา ลาว พม่า เวียดนาม ให้ความนิยมสินค้าอุปโภคบริโภคสินค้าไทยในลำดับต้นๆ
อาจจะมากกว่าสินค้าจากฟาก "ตะวันตก" ที่มีความแตกต่างทางวัฒนธรรม การบริโภค ยิ่งรสชาติอาหารฟากฝั่งตะวันออก น่าจะคุ้นลิ้นมากกว่าด้วยซ้ำ โดยมี "ละครไทย" เป็นตัวเชื่อมสายสัมพันธ์ และส่งผ่านวัฒนธรรมการบริโภค วิถีชีวิต ไลฟ์สไตล์ใหม่ๆ เจ้าของแบรนด์แฟชั่นรายหนึ่งบอกว่า ละครไทยมี "อิทธิพล" ต่อการใช้ชีวิตของผู้บริโภคที่มีพรมแดนติดประเทศไทยเป็นอย่างมาก
ส่งเสริมยอดการจำหน่ายสินค้าต่างๆ เสื้อผ้า แฟชั่น อาหาร เฟอร์นิเจอร์ ฯลฯ ที่ "ถอดแบบ" มาจากตัวละคร และรายการที่ชื่นชอบ เป็นโอกาสในการ "สร้างตลาดใหม่" ของผู้ประกอบการไทยได้มากทีเดียว
หลักธุรกิจจาก เจ้าสัวธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานเครือซีพี บอกว่า การทำตลาดไม่ต้องคิดว่าจะเอาทั้งหมด!! แค่ 1% ของคนมีเงินในแต่ละประเทศ ก็เกี่ยวเก็บผลแทบไม่ไหวแล้ว
แต่นั่นหมายความว่า "สินค้าต้องถึง" ความเป็นพรีเมียมในเชิง "คุณภาพ" พร้อมจะทำให้ลูกค้าควักเงินจ่าย โดยไม่ต้อง "หยุดคิด" หากคิดจะ "โก่งราคา" โดยตั้งค่าสูงเข้าไว้ แต่คุณภาพไปไม่ถึง รอม้วนเสื่อกลับบ้านได้เลย
"สินค้าไทย" ภายใต้จุดขาย "พรีเมียมแบรนด์" เป็นก้าวสำคัญแห่งโอกาสครั้งใหญ่ในอาเซียน ไม่ต่างจากยุทธศาสตร์ของบรรดา "โกลบอลแบรนด์" ดาหน้าเจาะขุมทรัพย์ประเทศไทยมาอย่างช้านานนั่นเอง






