เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว คณะกรรมการยูโร ได้ประกาศข้อเสนอคำแนะนำต่อประเทศสมาชิก
ซึ่งสามารถสรุปได้ว่า ทางยูโรจะให้เวลากับประเทศที่มีปัญหาในประเด็นดังกล่าวมากกว่าเดิม เพื่อให้การขาดดุลงบประมาณภาครัฐลดต่ำกว่าร้อยละ 3 ของจีดีพี ที่น่าจับตา คือ อิตาลี สามารถหลุดจากการเป็นประเทศที่โดนจับตาเรื่องงบการคลัง เนื่องจากการขาดดุลทางการคลังได้รับการจัดการค่อนข้างดี รวมถึงปัญหาดังกล่าวไม่ค่อยรุนแรงมากนัก แต่มีปัญหาด้านขาดดุลการค้าและการว่างงานเสียมากกว่า อย่างไรก็ดี รายงานฉบับดังกล่าว ยังไม่ค่อยมีความชัดเจนถึงแผนการลดการขาดดุลในอนาคตว่าจะเข้าสู่งบประมาณสมดุลได้เมื่อใด
โดยสถานการณ์รูปแบบรายประเทศในยูโร ที่การขาดดุลทางการคลังยังน่าเป็นห่วง สามารถสรุปได้ดังนี้
ฝรั่งเศส ยังคงต้องการการรัดเข็มขัดด้านการคลังเพื่อให้การขาดดุลงบประมาณภาครัฐต่อจีดีพีลดลงร้อยละ 3 ในปี 2013-2014 ซึ่งมีแนวโน้มว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศจะลดลง
สำหรับสเปนนั้น ขาดดุลการคลังภาครัฐมากจนเศรษฐกิจได้รับอานิสงส์จากการกระตุ้นดังกล่าวที่เรียกกันว่า Automatic Stabilizer สเปนเองน่าจะลดการขาดดุลการคลังลงร้อยละ 1 ต่อจีดีพี ใน 2-3 ปีข้างหน้า
ท้ายสุด เนเธอร์แลนด์และ โปรตุเกสเอง ยังต้องปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจอีกยกใหญ่ในอีก 3-5 ปีข้างหน้า
นอกจากนี้ หากพิจารณาจากรูปที่ 1 ที่แสดงเส้นทางของการขาดดุลการคลังเชิงโครงสร้างภาครัฐของประเทศที่มีปัญหา (รวมทั้งฝรั่งเศสด้วย) ในปี 2009-2013 และรูปที่ 2 ซึ่งแสดงของปี 2013-2016 ซึ่งค่าที่เป็นบวกหมายถึงการคลังที่เข้มงวดขึ้น จะได้ข้อสรุปที่ได้ว่า สำหรับปี 2009-2013 ฐานะการคลังถูกทำให้เข้มงวดขึ้นหรือขาดดุลลดลงปีละร้อยละ 1 ต่อจีดีพี ในขณะที่ปี 2013-2016 ลดลงเหลือปีละร้อยละ 0.5 ต่อจีดีพี หรือเท่ากับครึ่งหนึ่งของที่ได้ลดลงไป นั่นก็หมายความว่า การรัดเข็มขัดยังไม่หมดไป ทว่าลดระดับลงเท่านั้น
ทั้งนี้ รายงานดังกล่าว มีประเด็นที่น่าสนใจ อยู่ด้วยกัน 2 ข้อ
ข้อแรก เยอรมันได้เปลี่ยนแนวคิดจาก ‘การรัดเข็มขัด’ มาเป็น ‘นโยบายสนับสนุนการเจริญเติบโต’ แล้วจริงหรือ? หากสังเกตท่าทีของทั้งนางแองเจลล่า แมร์เคิล นายกรัฐมนตรีเยอรมัน และ นายโวลฟ์กัง ชวาเบิลล์ รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศเยอรมันต่อแผนสหภาพการธนาคารของธนาคารกลางยุโรป ที่จะไม่ยอมให้ใช้งบประมาณรวมกันของทั้งยูโรในการให้ความช่วยเหลือสถาบันการเงินที่มีปัญหา ก็ต้องบอกว่าปรัชญาของเยอรมันยังเหมือนเดิม คือ ไม่เน้นให้ความช่วยเหลือประเทศในยุโรปที่มีปัญหาให้สามารถเจริญเติบโตได้ อย่างน้อยก็ด้วยงบประมาณของเยอรมันเอง นอกจากนี้ ถ้าสังเกตให้ดี จะพบว่ารายงานของคณะกรรมการยูโรที่ออกมา ก็ไม่ได้มีข้อความใดที่ชัดเจนในการเปลี่ยนโทนดังกล่าว
อย่างไรก็ดี หากพิจารณาจากท่าทีการให้สัมภาษณ์อย่างไม่เป็นทางการของนางแมร์เคิล กลับมีความแข็งกร้าวน้อยลงในส่วนของการยึดถือ ‘นโยบายการรัดเข็มขัด’ เป็นสรณะ ซึ่งต่างจากท่าทีในอดีตเป็นอย่างมาก
ที่สำคัญ ทางเยอรมันยังมีความตั้งใจที่จะพิจารณาให้หน่วยงานด้านการพัฒนาของสเปนและโปรตุเกสกู้เงินจากธนาคารการพัฒนาแห่งเยอรมัน ในอัตราเงินกู้ที่ต่ำด้วยมูลค่า 6 พันล้านยูโร เพื่อช่วยเหลือปัญหาการว่างงานของทั้งสองประเทศ แต่หากพิจารณาจากในภาพรวม ก็ยังเป็นแค่โครงการทางสังคมเพียงเท่านั้น
ข้อที่สอง การที่ทางคณะกรรมการยูโรยอมขยายเวลาเพิ่มให้ประเทศที่ขาดดุลการคลัง สามารถขาดดุลเกินร้อยละ 3 ไปได้อีก 2-3 ปี ส่งผลให้เกิดปรากฏการณ์ที่เรียกกันว่า Automatic Stabilizer นั่นคือ การขาดดุลการคลังจะส่งผลให้การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศสูงขึ้นโดยธรรมชาติ เนื่องจากเหตุผล 2 ประการ ได้แก่ หนึ่ง ผลทางเศรษฐกิจจากการขาดดุลการคลังต่อจีดีพีของประเทศ เสมือนกับว่า รัฐบาลใช้จ่ายมากกว่ารายรับ ซึ่งจะทำให้ผลผลิตของประเทศหรือจีดีพี อันประกอบด้วยการบริโภคทั้งภาคเอกชนและภาครัฐ การลงทุน และการส่งออกสุทธิ เพิ่มขึ้นโดยอัตโนมัติ และ สอง การเติบโตโดยอัตโนมัติดังกล่าว ในตอนนี้จะมีผลต่อเศรษฐกิจของประเทศในระดับค่อนข้างสูง เนื่องจากเศรษฐกิจของประเทศในยูโร ส่วนใหญ่เพิ่งจะหลุดพ้นหรือกำลังอยู่ในช่วงภาวะเศรษฐกิจถดถอยจึงทำให้มีฐานหรือขนาดของจีดีพีค่อนข้างต่ำ จึงส่งผลให้เหตุผลข้อแรกมีระดับผลกระทบเชิงเปรียบเทียบค่อนข้างแรง
นั่นคือ เหตุผลที่ว่าหลายฝ่ายมองว่าการที่ยอมให้ประเทศอย่างฝรั่งเศสหรืออิตาลี ขาดดุลการคลังจนถึงปี 2015 เพราะจะส่งผลให้เจ้าตัว Automatic Stabilizer ออกฤทธิ์อย่างแรง ทว่าคำถามคือ แม้กระทั่งปี 2015-2016 ก็ยังคงเป็นเรื่องยากที่เศรษฐกิจของประเทศเหล่านี้จะกลับมาเติบโตเหมือนเมื่อก่อน ซึ่งหนังม้วนเดิมที่ว่า การรัดเข็มขัดต้องทำในช่วงเศรษฐกิจยังคงแทบไม่เติบโตหรือถดถอยเสียด้วยก็จะกลับมาฉายซ้ำอีกรอบ
โดยสรุป ทิศทางของนาวายูโรตอนนี้แค่เลี้ยวเอียงๆ ไปเล็กน้อย แต่ยังไม่หันหัวเรือกลับแบบยูเทิร์นครับ
หมายเหตุ หนังสือด้านการลงทุนด้วยข้อมูลเชิงมหภาคของผู้เขียน “จิบกาแฟ ท่องเน็ต เล่นหุ้น...ก็รวยได้” ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 3 มีวางจำหน่ายทั่วประเทศ และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นประเด็นได้ที่ www.facebook.com/MacroView และ bonthr.blogspot.com ครับ









