การเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ มักมาจากจุดเล็กๆที่ถูกมองข้าม ขณะเดียวกันการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง หลายครั้ง
ไม่ได้อยู่บนฐานข้อเท็จจริง...แต่เกิดจากความเชื่อส่วนใหญ่คนในสังคม”
“ความเชื่อ...ความชอบธรรม ...ครอบงำ “ ล้วนมีความเชื่อมโยง ทำหน้าที่เผื่อแผ่ซึ่งกันและกันอย่างแยกไม่ออก เพียงแต่สังคมยุคใหม่ รับรู้ข่าวสารได้กว้างและรวดเร็ว ยากมากขึ้นที่รัฐจะ”ครอบงำ”ได้มีประสิทธิภาพเช่นก่อน
รัฐบาลประเทศไหนๆที่คิดจะเพิ่มอำนาจรัฐ ...หวังอาศัยกลไกหรือเครืองมือรัฐ เพิ่มประสิทธิภาพในการครอบงำ สร้างความชอบธรรมในอำนาจ ดูเหมือนว่าจะ”คิดผิด”
ความชอบธรรม..ในโลกสมัยใหม่คือการปกครองอย่างโปร่งใส ซึ่งนั้นหมายความว่ารัฐจะต้องทำตัวให้เล็กลง กระจายอำนาจให้ส่วนต่างๆของสังคมเขาจัดการ กำหนดชะตากรรมของตัวเอง !!
รัฐไทยปัจจุบันเข้าข่าย”กร่าง”..และติดประมาท เพราะมั่นใจในความเบ็ดเสร็จ ในกติการะบอบประชาธิปไตย แต่อาจจะหลงลืมไปว่า เผด็จการภายใต้เลือกตั้ง มีให้เห็นมากมาย
รัฐบาลอาจจะหลงคิดไปว่าบริหารประเทศมา 2 ปียังไม่เห็นการออกมาเคลื่อนไหวต่อต้านของมวลประชาชนมากมาย ...จึงยังพอมีเวลาทำอะไรที่ไม่ถูกต้องได้ต่อไป
เช่น การเดินหน้าโครงการจำนำข้าวทุกเมล็ด โดยไม่ใส่ใจความเสียหายทางการคลัง และการรั่วไหล ที่เปิดช่องให้เอื้อประโยชน์”บางคน”...ขณะที่อุตสาหกรรมข้าวไทยพังไปเรียบร้อยแล้ว
ส่วนผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรม ผู้ส่งออกที่สั่งสมมาหลายรุ่นรวม 100 ปี หันไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านแทน
โครงการลงทุนยักษ์ใหญ่ ทั้งบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท และลงทุนโครงสร้างพื้นฐานระบบราง 2.2 ล้านล้านบาท เชื่อว่าคนส่วนใหญ่ ต่างสนับสนุนในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานให้ประเทศ แต่สิ่งที่ทุกคนเป็นห่วงคือ”ความโปร่งใส”ของโครงการ
โดยในปัจจุบัน...ยังไม่สามารถแสดงให้เห็นหรือมั่นใจได้ว่าจะไม่เกิดทุจริต คอร์รัปชัน
สะท้อนผ่านผลสำรวจของ"นิด้าโพล"ที่มองว่าจุดอ่อนที่สำคัญของรัฐบาลจุดอ่อนที่สำคัญ อยู่ที่การบริหารนโยบายเศรษฐกิจที่ผิดพลาด เช่นโครงการเงินกู้ 2.2 ล้านล้านบาท และโครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท
"ผงตะไบเหล็ก"...คือสภาวการณ์ในสังคมไทยวันนี้ !!
นั้นหมายความว่า...มีประชาชนจำนวนหนึ่งที่รู้สึกถึงความไม่ถูกต้อง ในการบริหารงานรัฐบาล กระจายกระจายทั่วประเทศ เฉกเช่น"ตะไบเหล็ก" รอเพียง"แม่เหล็ก" ดูดหลอมรวมเท่านั้นเอง
ย้อนกลับไปเมื่อปี 2548-2549 ที่มีการชุมนุมใหญ่และต่อเนื่อง ก่อนรัฐประหาร 19 ก.ย.2549 นั้น "แม่เหล็ก"ที่ดึง"ตะไบเหล็ก" ทั้งหลายให้รวมเข้าด้วยกันคือ"การขายหุ้นที่ไม่เสียภาษี" ซึ่งแม่เหล็ก ในหลายยุครัฐบาลที่ผ่านมานั้น ล้วนเกิดจากการกระทำของ"รัฐบาลเองทั้งสิ้น"
กฎหมายนิรโทษกรรม...ทุจริตคอร์รัปชัน ....การบริหารนโยบายที่ผิดพลาด...คลังถังแตก ฯลฯ
ล้วนกลายเป็น"แม่เหล็ก"ได้ตลอดเวลา
ปรากฏการณ์ "หน้ากาก V" หรือ หน้ากากขาวของ "กาย ฟอว์กส์" (Guy Fawkes) ที่ขยายผลจากภาพยนตร์เรื่อง V for Vendetta "เพชฌฆาตหน้ากากพญายม" ที่กำลังป่วนเครือข่ายทักษิณอยู่ในโซเชียลเน็ตเวิร์ก ชุมนุมในโลกเสมือนจริง และเริ่มออกมารวมกลุ่มบนท้องถนนกันบ้างแล้วนั้น แม้จะเป็นปรากฏการณ์เล็กๆ แต่หาก"ละเลย"รัฐบาลไม่ใส่ใจในการแก้ไข ย่อมที่จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ตามมาได้
ทางออกไม่ได้อยู่ที่...การสร้าง"สัญลักษณ์"หน้ากากแดงมาสู้กับหน้ากากขาว แต่หัวใจของการ"รับมือ"คือรัฐบาลแก้ที่ผิดพลาด โดยการทำให้"ถูกต้อง"บนพื้นฐานผลประโยชน์ประชาชนส่วนใหญ่
แต่เมื่อสำรวจท่าทีของรัฐบาล.ดูจะตรงกันข้ามเหตุผลส่วนหนึ่งเพราะมั่นใจใน"อำนาจ"ที่หลงเชื่อว่า"เบ็ดเสร็จ" จึงหวังจะใช้ความได้เปรียบ(ที่ตัวเองเชื่อ)ผลักดันทุกเรื่องอยากของตัวเองให้"สุดซอย" ทั้งเรื่องโครงการ 2.2 ล้านล้านบาท,ร่างกฎหมายนิรโทษกรรม,แก้ไขรัฐธรรมนูญ
ถามคนใกล้ชิดรัฐบาล ซึ่งพึ่งไปพบอดีตนายกฯเมื่อเดือนกว่า ..."เล่นหนัก ผลักดันสุดซอย ไม่กลัวรัฐบาลล้มเหรอ?"
"ไม่กลัว"..เพราะเชื่อว่ามี"เซฟทีคัท"ที่เรียกว่า"ยุบสภา" ที่ทรงคุณภาพ!!
นอกจากสามารถ"ตัด"วงจรการเคลื่อนไหวไม่ให้ขยายผล หรือ ตัดวงจรนอกระบบอย่างรัฐประหารได้แล้ว การเลือกตั้งใหม่ "มั่นใจ"ว่าพรรคเพื่อไทย จะยึดเสียงในสภาได้มากกว่าเดิม(ในภาวะที่คู่แข่งยังป่วนเรื่องปฏิรูปพรรค)
รู้เกม...และการเคลื่อนไหวทั้งสองฝ่ายแล้ว หลังจากนี้ก็เริ่มนับถอยหลังกันเถอะครับ!









