วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

อัตราโตเศรษฐกิจ จีน... ทุกจุดทศนิยมมีความหมาย

เศรษฐกิจจีนโตหรือหด กำลังจะเป็นปัจจัยหลัก สำหรับการพยากรณ์เศรษฐกิจของประเทศอื่น เพราะว่า จีน กลายเป็น “ดัชนี”

ชี้วัดสุขภาพเศรษฐกิจของคนอื่นอย่างปฏิเสธไม่ได้

ดังนั้น พอ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF ประกาศสัปดาห์ก่อน ว่า บวกลบคูณหารใหม่แล้ว ทำนายว่าผลผลิตมวลรวมของจีน ปีนี้จะโตที่ประมาณ 7.75% และปีหน้าก็จะอยู่ในระดับเดียวกัน ก็เริ่มมีคำถามทันทีว่า รัฐบาลปักกิ่งจะตัดสินใจหามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่หรือไม่

เพราะว่าเดิม IMF เคยประเมินว่าเศรษฐกิจจีนจะโตที่ 8% ในปีนี้ เมื่อ “หั่น” ลงไป 0.25% ก็ทำให้เกิดการวิเคราะห์กันไปหลายทาง

อาทิตย์ก่อน รัฐบาลจีน ปล่อยตัวเลขการผลิตของจีนออกมา ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์เคยคาดหมายเอาไว้ ส่งผลให้ผู้คนเทขายหุ้นกันทั่วโลก

เพราะว่าตัวเลขทางการของจีนตอกย้ำว่า “กิจกรรมโรงงาน” อันหมายถึงกิจกรรมการผลิตทั้งหลายทั้งปวงในเดือนพฤษภาคมนั้น หดตัวเป็นครั้งแรกใน 7 เดือน
เพียงแค่นี้ก็สร้างความหวั่นไหวไปทั่วโลก ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ใหม่ เพราะว่าแต่ก่อนนี้ตัวเลขเศรษฐกิจจีนไม่มีผลอะไรต่อคนอื่นนอกประเทศเท่าไรนัก

วันนี้ แค่คนจีนจามดังๆ คนส่วนอื่นๆ ของโลกก็ทำท่าจะติดหวัดกันงอมแงมแล้ว

เหตุที่เศรษฐกิจเริ่มชะลอตัวลงนั้น เป็นเพราะการส่งออกลดลง และนั่นก็มีสาเหตุมาจากเศรษฐกิจโลกที่ได้รับผลกระทบทางลบ

แต่แม้จะโตที่ 7.75% ก็ต้องถือว่าเป็นอัตราโตที่คึกคัก เหนือกว่าสหรัฐ ยุโรป ญี่ปุ่น และประเทศอื่นๆ อีกมากมายหลายประเทศ (ไทย เราคาดว่าจะอยู่ที่ไม่เกิน 5% ด้วยซ้ำไป

รายงาน ไอเอ็มเอฟ ชิ้นนี้ เรียกร้องให้จีน ลดการควบคุมอัตราดอกเบี้ยและอัตราแลกเปลี่ยน โดยปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาดมากขึ้น เพราะกองทุนการเงินระหว่างประเทศ สงสัยมาเสมอว่ารัฐบาลกลางของจีน ใช้วิธีการของตนในการปรับดอกเบี้ย และอัตราแลกเปลี่ยนให้สอดคล้องกับแนวทางที่เป็นประโยชน์กับตน โดยไม่สนใจว่าจะกระทบต่อการค้าระหว่างประเทศอย่างไร หรือไม่

จีนยืนยันมาตลอดว่า ไม่เคยไปทำอะไร “ผิดธรรมชาติ” หากแต่ดำเนินนโยบายด้านการเงินการคลังตามสภาพความเป็นจริง ที่สอดคล้องกับ “สภาพความเป็นจริง” เท่านั้น

มาถึงวันนี้ เศรษฐกิจจีนกำลังเดินเข้าสู่ช่วงที่ต้องพิสูจน์ “ความยั่งยืน” ของตนเอง ว่าจะรักษาอัตราโตที่ 7.5-8% ได้หรือไม่ และจะสามารถลดช่องว่างระหว่างคนรวยและคนจน ที่เป็นประเด็นสำคัญทางการเมืองได้มากน้อยเพียงใด

ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ที่เพิ่งขึ้นมาเป็นผู้นำคนใหม่ ต้องการจะสร้างดุลถ่วงระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจและความถูกต้องเป็นธรรมของสังคม ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะว่าด้านหนึ่ง กลุ่มคนที่มีความพร้อมก็ต้องการจะก้าวกระโดดไปข้างหน้าอย่างเร่งร้อน เพราะต้องการฉวยโอกาสที่น้ำขึ้นต้องรีบตัก และศักยภาพของจีนก็กำลังอยู่ในทางขาขึ้น จะล่าช้าไม่ได้

แต่อีกด้านหนึ่ง ก็คือ ชาวบ้านหลายร้อยล้านคนที่ยังไม่ได้รับประโยชน์อย่างเป็นกอบเป็นกำ จากการเติบใหญ่ทางเศรษฐกิจ อีกทั้งยังมีปัญหาสังคมใหม่ๆ ที่ปรากฏขึ้นมาให้เห็นชัดขึ้น เช่น เรื่องคอร์รัปชัน สิ่งแวดล้อมเป็นพิษ โอกาสที่ไม่เท่าเทียมระหว่างคนเมืองกับชนบท และความไม่แน่ใจในอนาคตของตนเองเมื่อบ้านเมืองเปลี่ยนแปลงรวดเร็วและรุนแรงเช่นนี้

ผมเชื่อว่า ผู้นำจีนวันนี้ตระหนักในอันตรายของการลุยไปข้างหน้า โดยไม่สร้างโอกาสที่เท่าเทียมให้กับคนที่อยู่ข้างหลัง ซึ่งมีจำนวนมากกว่า และกำลังต้องการแสดงความเห็นที่ไม่ยอมรับความร่ำรวยที่กระจุกตัวอยู่ในเมืองใหญ่ๆ ไม่กี่เมืองเท่านั้น

ใครบอกว่า จีนร่ำรวยและพัฒนาอย่างน่าอิจฉา เอาเข้าจริงๆ แล้ว ผู้นำเขาก็จะยอมรับว่าจีนยังเป็นประเทศกำลังพัฒนา ที่ยังมีปัญหาสารพัดที่ยังต้องใช้เวลาแก้ไข
และป้องกันไม่ให้สังคมถูกแบ่งเป็น "คนรวยบ้าเลือด" กับ "คนจนบ้าระห่ำ" ได้อย่างไร