ไม่ต้องตกอกตกใจครับ ไม่ใช่ "โปรดฟังอีกครั้งหนึ่ง ของประกาศการยึดอำนาจ
แต่เป็นเรื่องที่เคยเรียนท่านผู้อ่านมาเป็นระยะ ๆ ก็เลยขอให้ท่านโปรดฟังอีกครั้งหนึ่ง
เดือนที่แล้วมีเหตุการณ์ที่น่าตื่นเต้นและติดตามอยู่หลายเหตุการณ์และในบทความเดือนที่แล้วผมได้เรียนท่านผู้อ่านไว้ว่ามีหลายอย่างที่ใกล้จะเกิดขึ้น ตอนนี้ก็คงไม่ต้องพูดซ้ำนะครับว่าจริง ๆ มีอะไรเกิดขึ้นบ้าง มีสิ่งที่ผมดีใจที่ไม่เกิดตามที่คาดการณ์คือการแตกหัก นอกเหนือจากสิ่งที่ฝรั่งเรียกว่า “War Of Words” แล้วท้ายที่สุดก็สามารถ "ปรองดอง” และผ่านไปได้ด้วยดี อย่างน้อยก็ในช่วงนี้ ทำให้ผมนอกจากจะดีใจอย่างที่เขียนข้างต้นแล้ว ก็มีกำลังใจในการที่จะเห็นว่าพวกเราในแวดวงการเงินการทองของประเทศนั้น "แตกต่างแต่ไม่แตกแยก” ก็ขอภาวนาให้มีพัฒนาการในลักษณะนี้ไปเรื่อย ๆ ทุกอย่างจะวิวัฒนาการไปในทางที่ดีขึ้น ต่อจากนี้จะเป็นอย่างไร ผมขอเข้าประเด็นเลยนะครับ เอาแบบง่าย ๆ สบาย ๆ แต่ตรงประเด็นอ่านแล้วไม่เวียนหัวแน่นอนครับ
1.)ค่าของเงินดอลลาร์จะ "bottom out” หรือยัง หากพิจารณาโดยใช้ปัจจัยพื้นฐานของเศรษฐกิจสหรัฐแล้ว อย่างที่ได้เรียนมาอย่างสม่ำเสมอว่าการฟื้นตัวของอเมริกาเกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลให้ราคาสินทรัพย์สกุลดอลลาร์มีค่าสูงขึ้นมาโดยตลอด กอปรกับการที่ EU และญี่ปุ่นก็ยังไม่พ้นจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ(ซึ่งคงต้องรออีกสักระยะเวลาหนึ่ง) ค่าของเงินดอลลาร์เมื่อเทียบกับยูโรและเยน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเยน ก็มีค่าสูงขึ้น
ค่าของเงินสกุลที่มีดอกเบี้ยสูงและ "เป็นที่นิยม” ได้แก่ AUD และ NZD ก็มีค่าลดลงอย่างมาก เนื่องจาก "ความเสื่อมความนิยม” ผมจึงมีความมั่นใจว่าค่าของเงินดอลลาร์ได้ผ่านพ้นจุดต่ำสุดไปแล้ว อย่างไรก็ตาม trend ต่าง ๆ จะชัดเจนมากขึ้นต้องผ่านช่วง "เปลี่ยนผ่าน” ช่วงนี้ไปได้ก่อน
ในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้ก็จะมีข่าวต่าง ๆ ทั้งจริงและลือและ "ปั้นน้ำ”ออกมาเป็นระยะ ๆ เพื่อเป็นโอกาสให้บรรดานักเก็งกำไรทุกชนิด(ไม่จำกัดเฉพาะอัตราแลกเปลี่ยนนะครับ) ในการทำกำไรในกรณีที่มี "position”ถูกต้องมาโดยตลอด หรือตัดขาดทุน(cut loss) ในกรณีที่ผิด ข่าวที่บอกข้างต้นนั้นผมก็อยากจะเตือนให้ทุกท่านอย่าตื่นตระหนก(panic) ขอให้ฟังและพิจารณาก่อนลงมือทำอะไร มิฉะนั้นก็จะกลายเป็นเหยื่อของตลาดได้นะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านที่มี position "จมน้ำ” อยู่หรือท่านที่ "คัน” และอยากจะเริ่มลงมือทำอะไรสักอย่าง
ตัวอย่างที่กำลังเกิดขึ้นก็เช่น Fed จะเลิก QE เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตอนนี้ก็คือ หุ้นและค่าเงินดอลลาร์มีการปรับตัวลดลง หากเราจะวิเคราะห์อย่างสงบและมีสมาธิแล้ว การเลิก QE หมายถึงภาวะเศรษฐกิจที่เริ่มแข็งแรงขึ้น ไม่มีความจำเป็นที่ต้องอุ้มกระเตงกันต่อไป เพราะฉะนั้นก็สามารถพิจารณาได้ว่าในระยะยาวแล้วตลาดเงิน , ตลาดหุ้น หรือโดยภาพกว้างเศรษฐกิจอเมริกาจะต้องดีขึ้นแน่นอน การที่ตลาดหุ้น ตลาดเงินมีการลดลง น่าจะเป็นโอกาสที่ดีในการช้อนซื้อมากกว่า "แห่ขายตาม” นอกจากท่านจะเป็นผู้ที่คาดการณ์ได้ถูกมาก่อนหน้า และได้ใช้โอกาสนี้ในการทำกำไรขึ้นมาก่อนรอบหนึ่ง
2.) เงินบาทจะเป็นอย่างไร ในเดือนที่แล้วผมได้เรียนไว้ว่าค่าของดอลลาร์บาท น่าจะ “bottom out” ที่ระดับประมาณ 27-28 บาท / ดอลลาร์ หลังจากที่ไปมีค่าต่ำสุดประมาณ 28.50 บาท ค่าของดอลลาร์ก็"เด้ง”มาสู่ระดับปัจจุบันที่ประมาณ 30 บาทนิด ๆ หลายท่านอาจจะสงสัยว่าแล้วมันจะกลับลดลงไปที่ 27-28 บาทได้หรือไม่ ผมขอเรียนว่ามีโอกาสเป็นไปได้ แต่ความน่าจะเป็น(Probabitity) ที่จะไปทดสอบระดับนั้นก็น้อยลง และหากไปที่ระดับนั้นจริง ก็น่าจะเป็นโอกาสในการเข้าทำการซื้อดอลลาร์ เหตุผลก็ขอได้โปรดอ่านข้อหนึ่งที่เพิ่งจะอ่านผ่านมานั่นแหละครับ ยังมีปัจจัยอย่างอื่นอีกที่นอกเหนือปัจจัยทางด้าน technical ข้างต้น ผมยังคงอยู่ในข้างที่สนับสนุนในการซื้อดอลลาร์ / ลงทุนในต่างประเทศ อย่างเหนียวแน่น และสิ่งที่ผมอยากจะเห็นก็คือ มาตรการที่ทางการ(กฎกระทรวงการคลัง) ออกมาโดยผ่านคลายการโอน
เงินออกนอกประเทศ ซึ่งมีการเอา”ดอกจัน” ออกไปค่อนข้างมาก จะมีผลหรือไม่ในการทำให้เงินบาทอ่อนลง ผมมีความกังวลใจอย่างเดียวก็คือ ตอนที่บาทแข็งแล้วออกมาแสดงทัศนะในทางลบกันมาก ตอนนี้และนับจากนี้ไป หากเงินบาทอ่อนลงไปท่านที่แสดงทัศนะเหล่านั้นจะพูดออกมาอย่างไร
3.) Asset Bubbles จะเกิดขึ้นที่เมืองไทยหรือไม่ เอากันอย่างซีเรียสเลย ทุกวันนี้ของมันก็แพงขึ้นทุกวันอยู่แล้ว แต่ทว่ามันน่าจะเกิดจากปัจจัยอื่นที่ไม่ใช่เรื่องของทุนนอกไหลเข้าหรอก และผมคิดว่า Asset Bubbles ในความหมายดังกล่าวก็ไม่น่าจะเกิดขึ้นหรือที่ๆ เกิดขึ้นเป็นอยู่ในขณะนี้ก็น่าจะไม่เหนือบ่ากว่าแรงที่สังคมเศรษฐกิจไทยจะรองรับมันไว้ได้ อย่างน้อยที่สุดก็มีแบงก์ชาติ(โดดเดี่ยวผู้น่ารัก) ที่ยังคงพูดถึง “เสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจ” อย่างสม่ำเสมอ คงจะต้องดูแลเรื่อง "เสถียรภาพ” กันต่อไป หากไม่โดน "ดูไบ” ไปซะก่อน
4.) ต้องเตรียมตัวและทำตัวอย่างไรบ้าง หากยังไม่ได้ไปเที่ยวเมืองนอก , ซื้อของนอก , ลงทุนต่างประเทศ , ชำระหนี้ต่างประเทศ หรือเปลี่ยนเครื่องจักรที่ต้องนำเข้า ก็คงต้องทำเดี๋ยวนี้ ผู้ส่งออกที่ทำการ Hedge รายได้ที่เป็นเงินดอลลาร์ก็อาจจะลดการ Hedge นั้นลงมาบ้างถึงพอควร คงไม่ต้องถึงกับ “เปิด” ร้อยเปอร์เซ็นต์เลยนะครับ
สิ่งหนึ่งที่เมื่อเงินบาทอ่อนจะเกิดขึ้นทันทีก็คือ ราคาน้ำมันจะสูงขึ้นในทันที(ต่างกับตอนเงินบาทแข็งที่น้ำมันราคาลดลงช้ากว่ามาก) ซึ่งเราไม่สามารถจะบริหารจัดการเรื่องนี้ได้เลย การวิเคราะห์อีกอย่างหนึ่งที่ยังต้องตามหาการวิเคราะห์ที่ดีออกมา ก็คือทิศทางของราคาน้ำมันในอนาคต เพราะว่าหากราคาน้ำมันมีแนวโน้มลดลง การที่เงินบาทอ่อนก็จะมีผลต่อราคาขายปลีกไม่มากนัก เพราะโดน "offset” ไปโดยราคาน้ำมันในตัวของมันเอง มีอีกสิ่งหนึ่งที่อยู่นอกเหนือการบริหารจัดการของพวกเราก็คือ ปัญหาข้อพิพาทระหว่างประเทศของเราเองเห็นว่าจะตัดสินในช่วง ต.ค.-พ.ย. ปีนี้ อะไรก็อาจเกิดขึ้นได้หากพวกเราจะ "ปลอดภัยไว้ก่อน” ทำอะไรในเมืองไทยก็อย่าให้ไปครบกำหนดในช่วงนั้นนะครับ จะให้ครบก่อนหรือข้ามไปสักเดือนสองเดือนก็น่าจะปลอดภัยกว่า
ทั้งหลายทั้งปวงข้างต้นเป็นความเห็นส่วนตัวของผม และโปรดใช้วิจารณญาณในการรับรู้นะครับ สวัสดี









