วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

มนต์ขลังแห่งประชานิยม

ประธานกรรมการบริหารแบงก์กรุงเทพ โฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ คงจะงงเหมือนเราท่าน กับตัวเลขเศรษฐกิจ

ไตรมาสแรกของเราที่ สภาพัฒน์ เปิดเผยเมื่อสัปดาห์ก่อน

เพราะว่าเป็นสถิติที่บอกว่าเศรษฐกิจไทยขยายตัวได้เพียง 5.3% ซึ่งต่ำกว่าที่คาด

ขณะที่ตัวเลขชุดต่อมาของกระทรวงพาณิชย์ บอกว่า การส่งออกเดือนเมษายน โต 10.52% ซึ่งสูงกว่าที่คาด เพราะเป็นช่วงเดียวกับที่มีเสียงบ่นค่อนข้างดังว่าเงินบาทแข็งมาก มีผลกระทบต่อการส่งออกแน่นอน

คุณโฆสิต บอกนักข่าวว่า หากเศรษฐกิจไทยในไตรมาสแรกขยายตัวได้เพียง 5.3% ก็สะท้อนว่าแรงกระตุ้นทางเศรษฐกิจที่มาจากนโยบายประชานิยมต่าง ๆ ของรัฐบาล ซึ่งถือเป็นแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจในระยะเวลาที่ผ่านมาเริ่ม "แผ่วแรง" ลงแล้ว

คุณโฆสิต บอกว่า เรื่องนี้ไม่น่าแปลกใจ เราก็รู้ทั้งรู้ว่าการกระตุ้นผ่านนโยบายประชานิยมต่างๆ นั้น ไม่ยั่งยืน แต่ไม่คิดว่าอาการแผ่วจะเร็วขนาดนี้

ดังนั้น จึงมองกันว่าตัวเลขอัตราโตของผลผลิตมวลรวม หรือ GDP ทั้งปี น่าจะอยู่ที่แถวๆ 4% มากกว่าที่ระดับ 5% อย่างที่เคยพยากรณ์กันเอาไว้

แต่ก็มีคำถามว่า อาการ “แผ่ว” ที่ว่านี้ จริงแท้แค่ไหน เพราะว่า สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) บอกว่า การใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคบริโภคของครัวเรือน ขยายตัวชะลอลง...จาก 12.4% ของไตรมาส 4 ปีก่อนหน้านี้ เหลือเพียง 4.2%

ทำให้ ธนาคารแห่งประเทศไทย ตั้งข้อสังเกตว่า ตัวเลขการบริโภคภาคเอกชนของ สศช. ต่ำ และแตกต่างไปจากที่ ธปท. ประมาณการไว้มาก

หวังว่า ทั้งสองหน่วยงานจะนั่งลงเปรียบเทียบตัวเลขของกันและกัน เพื่อประเมินให้ตรงกันว่า ปัจจัยอะไรที่ทำให้การวัดผลของเศรษฐกิจประเทศจึงแตกต่างกัน ได้มากเพียงนั้น

แต่ไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไร ประเด็นที่ว่า “ประชานิยม” สิ้นมนต์ขลังหรือไม่ ก็น่าสนใจ เพราะนักการเมืองไม่ว่าฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน ต่างก็ใช้แนวทางนี้เพื่อสร้างความนิยมให้กับตนเอง โดยไม่สนใจไยดีกับ “ความยั่งยืน” ของนโยบายต่างๆ เหล่านั้น

“มนต์ขลัง” ของ “ประชานิยม” อยู่ที่การกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น และการทำให้เกิดความพึงพอใจของผู้ได้รับ “ของแจก” ที่ดูเหมือน “ฟรี” แต่ความจริง “แพง” กว่าที่จะสามารถตีเป็นราคาในปัจจุบันได้

ดังนั้น “มนต์ขลัง” ของแนวนโยบายเศรษฐกิจ ที่หวังผลทางการเมืองเช่นนี้ จึงมิอาจจะอยู่ต่อเนื่องไปได้นานกว่าความเป็นจริงแห่งโลก นั่นคืออะไรที่เป็นยากระตุ้นหรือ steroid ก็ย่อมหมายถึงการสร้างให้เกิดผลหวือหวาระยะสั้น โดยที่ไม่มีอะไรรับรองว่าผลเช่นที่ว่านี้ จะอยู่ได้นานเพียงใด และจะมี “ผลข้างเคียง” อันไม่พึงปรารถนาอย่างไร

นักการเมืองจับจุดของคนในสังคมได้ว่า ต้องการเห็นผลกะทันหัน ต้องการได้ของฟรี ต้องการได้รับการเอาอกเอาใจ โดยหารู้ไม่ว่า สิ่งที่แลกกับ “ประชานิยม” คือ คะแนนเสียงในวันเลือกตั้ง และการหลับหูหลับตาเห็นพ้องกับนโยบายด้านอื่นๆ ที่แฝงตัวมากับของที่ “ดูเหมือนฟรี”

และเมื่อผลจริงๆ ของนโยบายประชานิยม บวกกับ การหาประโยชน์ของผู้มีอำนาจ ที่ยื่น “ของฟรี” ให้พร้อมกับการหมกเม็ดนโยบายทำมาหากินอย่างอื่นเข้าไปด้วยนั้น กว่าจะรู้ก็ทำลายพื้นฐานของเศรษฐกิจและสังคมไปอย่างมิอาจเรียกคืนได้แล้ว

“ประชานิยม” จึง “สิ้นมนต์ขลัง” ยาก เพราะว่า...มันเป็นเหมือนยาเสพติด ที่กัดกร่อนผู้เสพโดยไม่รู้ตัวตลอดเวลา มารู้อีกทีก็หมดเรี่ยวหมดแรงที่จะทำอะไรเองได้แล้ว