นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง กล่าวว่าการแสดงความเห็นเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยนโยบายนั้น
ไม่ได้มีเป้าหมายว่าใครจะแพ้หรือชนะ แต่มีเป้าหมายเพื่อดูแลให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ดี เนื่องจากขณะนี้ค่าเงินบาทของไทยถือว่ายังแข็งค่าเมื่อเปรียบเทียบกับหลายประเทศ ดังนั้นย่อมส่งผลกระทบต่อภาคส่งออก ซึ่งถือเป็นกลุ่มคนที่ทำมาหาเลี้ยงประเทศ นั่นหมายความว่ารายได้ส่วนใหญ่ของคนไทยในขณะนี้ล้วนมาจากภาคส่งออก หากค่าเงินบาทแข็งค่าย่อมส่งผลกระทบไปด้วย
อันที่จริง หากใครติดตามความขัดแย้งในเรื่องนโยบายอัตราดอกเบี้ย จะเห็นว่ามีลักษณะ"ลื่นไหล"อย่างมาก กล่าวคือ การเรียกร้องและความเห็นนั้นมีลักษณะไม่คงเส้นคงวา และแรงกดดันจากนายกิตติรัตน์ก็มีขึ้นอย่างรุนแรงหลังจากที่ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)ออกมาให้ความเห็นว่าค่าเงินบาทที่ระดับ 28.50 บาท/ดอลลาร์นั้นแข็งค่าเกินพื้นฐานเศรษฐกิจ ซึ่งหลังจากนั้นก็มีความเห็นออกมาอย่างต่อเนื่องจากหลายฝ่ายเรียกร้องให้คณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.)ลดดอกเบี้ยถึง 1% เพื่อแก้ปัญหาค่าเงินบาทแข็งค่า
อย่างไรก็ตาม ในระหว่างเกิดข้อถกเถียงว่าจะแก้ปัญหาค่าเงินบาทอย่างไรนั้น รัฐบาล ธปท.และเอกชน มีการประชุมร่วมกันหลายรอบ ซึ่งมีความเห็นตรงกันว่าจะดูแลค่าเงินบาทไม่ให้กระทบต่อภาคส่งออก และเอกชนก็มีความพึงพอใจอย่างมาก หากค่าเงินบาทจะเคลื่อนอยู่ที่ระดับประมาณ 30 บาท/ดอลลาร์ และจากการติดตามการเคลื่อนไหวค่าเงินบาทตั้งแต่เริ่มมีการประชุมร่วมกันเพื่อแก้ปัญหา จะเห็นว่าค่าเงินบาทอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่อง เพราะตลาดและนักลงทุนเกรงว่ากระทรวงการคลังและธปท.จะมีมาตรการแทรกแซง
ยิ่งกว่านั้น ธปท.ได้เสนอมาตรการแก้ปัญหาค่าเงินบาทแข็งค่ากับที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ก็ปรากฏว่ามีการแถลงออกมาว่าธปท.มีมาตรการอะไรบ้าง และบางมาตรการเป็นเรื่องของกระทรวงการคลัง ซึ่งขณะนี้นายกิตติรัตน์ได้ดำเนินการตามที่ธปท.เสนอแนะให้มีการแก้ไขประกาศกระทรวงการคลัง และก็ดูเหมือนว่าตลาดเงินบาทมีความเคลื่อนไหวในระดับที่ทุกฝ่ายเห็นว่ารับได้ กล่าวคือเคลื่อนไหวในระดับใกล้ 30 บาท/ดอลลาร์ แต่อย่างไรก็ตาม แรงกดดันให้กนง.ลดดอกเบี้ยก็ยังเกิดขึ้น เพราะยังไม่พอใจระดับค่าเงินบาท
หากติดตาม ความเห็นของผู้ที่เกี่ยวข้อง ก็ยิ่งเกิดความสับสน ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลดีต่อค่าเงินบาทไม่ให้แข็งค่าเกินไป แต่ก็เกิดความสับสนให้เกิดขึ้น เพราะไม่เพียงแต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเท่านั้นที่ให้ความเห็นว่าต้องลดดอกเบี้ย 1% แต่เมื่ออีกช่วงหนึ่งก็มีตัวเลขที่ 0.50% ยิ่งกว่านั้น หน่วยงานอย่างสำนักงานพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) ก็โอนอ่อนตามความเห็นของรัฐมนตรี รวมทั้งภาคเอกชนด้วย โดยลืมว่าการประชุมที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้นมีข้อมูลและได้ข้อสรุปร่วมกันอย่างไร
เราเห็นว่าขณะนี้เรากำลังลืมหลักการประการหนึ่งของการดูแลค่าเงิน กล่าวคือเราไม่อาจมีเป้าหมายค่าเงินและประกาศให้ตลาดรับรู้ได้ เพราะเราใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนลอยตัวอย่างมีการจัดการ นั่นหมายความว่าเข้าไปดูแลตามสถานการณ์ ดังนั้นการถกเถียงว่าต้องการให้ค่าเงินบาทอยู่ที่ระดับโน้นระดับนี้ โดยหวังจะให้ดอกเบี้ยหรือมาตรการอื่นๆที่ทำให้ตลาดคาดเดาได้นั้นถือเป็นเรื่องอันตราย เพราะนั่นก็ไม่ต่างกับการกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนตายตัวนั่นเอง เราเคยเจอปัญหามาแล้วในอดีต ก็ควรระวังอย่าให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย








