"นโยบายการเงินเป็นเรื่องการมองไปข้างหน้า เพื่อตอบคำถามว่าถ้าจะให้เศรษฐกิจเติบโตต่อไป
อย่างมีเสถียรภาพ เศรษฐกิจต้องการอะไรจากนโยบายการเงิน"
เป็นคำถาม ของอดีตผู้บริหาร ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ดร.บัณฑิต นิจถาวร ที่จี้ได้ตรงจุดว่า อัตราดอกเบี้ยควรลงหรือไม่ควรลงในการประชุมวันนี้ 29 พ.ค. นั้นอย่ามองแค่ปัจจัยเฉพาะหน้าระยะสั้น แต่ คณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.)ทั้ง 7 ท่านต้องพิจารณาว่าขณะนี้เศรษฐกิจไทยกำลังต้องการอะไรจากนโยบายการเงิน( สี่ประเด็นกรรมการ กนง. ต้องดูก่อนตัดสินเรื่องดอกเบี้ย http://bit.ly/13Rcigp)
เหตุที่ต้องหยิบยกหน้าที่ของนโยบายการเงิน ออกมาย้ำ เพื่อไม่ให้ กนง."หลงลืมพันธกิจ" ลื่นไหลไปกับกระแสกดดันในระยะสั้น เพราะพันธกิจของนักการเมืองทุกยุคทุกสมัย นั้นล้วนแล้วแต่ต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจ...แต่หน้าที่ของ ธนาคารกลาง โดยเฉพาะกนง.ต้องมองให้ยาว และพิจารณาเสถียรภาพเศรษฐกิจ เป็นสำคัญ
"แบงก์ชาติ เป็นมืออีกข้างที่คอยดึงไม่ให้ประเทศตกเหว"
จริงอยู่พันธกิจการดูแลเงินเฟ้อ ไม่น่าวิตก...แต่การดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจต้องมากกว่าเรื่องของ"ราคา"อย่างเดียว แต่ต้องคำนึงถึงภาวะการเก็งกำไรในสินทรัพย์บางอย่าง หรือในภาวะดอกเบี้ยต่ำ ที่จูงใจให้ประชาชนก่อหนี้เพิ่ม รวมถึงการคงระดับดอกเบี้ยแท้จริงเป็นบวก เพื่อส่งเสริมการออม ที่เป็นหัวใจสำคัญสำหรับการรองรับ"สังคมวัยชรา"ที่กำลังรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
คำถาม..อัตราดอกเบี้ยปัจจุบันเป็น"ข้อจำกัด"ในการทำธุรกิจหรือไม่ ?
คำตอบ..ไม่
คำถาม... เศรษฐกิจไตรมาสแรกทรุด จำเป็นต้องลดดอกเบี้ยหรือไม่ ?
คำตอบ... ตัวเลขยังสับสน และหากเศรษฐกิจไตรมาสแรกทรุดลงจริง ต้องมองต่อไปว่าเป็นทิศทางชะลอตัวในระยะยาว ไตรมาสสองและสามต่อไปอีกหรือไม่
ในประเด็นเศรษฐกิจระยะยาว ไทยมีทิศทางที่จะได้รับอานิสงส์ จากการส่งออกมากขึ้น เพราะเบื้องต้นมีการประเมินกันว่า 6-12 เดือนข้างหน้าธนาคารกลางสหรัฐ อาจจะลดการอัดฉีดเงินเข้าระบบ นั้นสะท้อนว่าเศรษฐกิจโลก ไม่ได้เลวร้าย เพียงแต่ความไม่แน่นอน หรือความผันผวนในตลาดเงินอาจจะรับผลกระทบบ้าง
ประเด็นตัวเลขเศรษฐกิจในไตรมาสแรก ที่สำนักงานพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ประกาศออกมาเมื่อ 20 พ.ค.2556
ไม่เฉพาะแบงก์ชาติเท่านั้น ที่"กังขา"กับตัวเลข ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกรุงเทพ ก็ได้ตั้งคำถามที่น่าสนใจ
"หากเทียบกับไตรมาสสี่ สภาพัฒน์ระบุว่าเศรษฐกิจไทยขยายตัวติดลบ 2.2% เป็นเรื่องน่าตกใจอย่างยิ่ง เพราะเดิมหลายคนทำใจกันไว้ว่า ในไตรมาสที่ 4 เศรษฐกิจเร่งตัวขึ้นเป็นพิเศษ ไตรมาส 1 ก็น่าจะชะลอลงบ้างเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า แต่ก็น่าจะยังขยายตัวบ้าง ซึ่งหากลองคิดเป็นทั้งปี ก็ยิ่งน่าตกใจขึ้นไปอีก เพราะถ้าคิดง่าย ๆ ให้เป็นทั้งปี (คูณ 4) เศรษฐกิจไทยจะติดลบประมาณ 9%"
เทียบง่ายๆ แบบนี้ก็พอจะ "สงสัย" ได้อยู่
เมื่อพิจารณาในใส่ใน ยังมีคำถามอีก 4 ประเด็น!
1. การบริโภคของภาคครัวเรือนในสินค้าชิ้นใหญ่ หรือสินค้าคงทน เช่น รถยนต์ รถจักรยานยนต์ ยังขยายตัวได้ประมาณ 43.6% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งจุดนี้สำคัญมาก แม้ส่วนหนึ่งเป็นผลจากนโยบายคืนภาษีรถยนต์คันแรกของรัฐบาล แต่ก็ช่วยชี้ว่า คนยังมีกำลังซื้อ และกล้าที่จะซื้อสินค้าที่มีอายุการใช้งานนาน
2. การลงทุนในการขยายโรงงานของภาคเอกชน ยังคงขยายตัวดีมาก เพิ่มขึ้นในอัตรา 14.1% สูงสุดในรอบ 2 ปีที่ผ่านมา ซึ่งสะท้อนว่า เอกชนยังคงมีการลงทุนขยายกำลังการผลิตอย่างต่อเนื่อง และยังเชื่อมั่นในเศรษฐกิจของเรา สอดรับกับภาคก่อสร้าง ที่ยังขยายตัวในอัตรา 10.5%
3. ภาคการท่องเที่ยวขยายตัวดีมาก โดยนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น 18.9% ในอัตราการเข้าพักที่ 70.5% สูงขึ้นจากเมื่อปีก่อนหน้าที่ 66.4% ทำให้รายได้ของภาคการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
4. ภาคการส่งออกที่คนกังวลใจกัน ก็ยังขยายตัวได้ประมาณ 8.4% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ส่งออกหดตัวลงเพียงร้อยละ 0.1% เท่านั้น กล่าวได้ว่า ผลกระทบของค่าเงินแข็งมีบ้าง แต่ว่าไม่ถล่มทลายอย่างที่เคยคิดไว้ ส่งออกยังกล้อมแกล้มพอไปได้ ซึ่งนับว่าเป็นข่าวดี (ตัวเลขส่งออก เม.ย.ส่งออกโต 10.52% ซึ่งเป็นเดือนที่ ค่าเงินบาทแข็งค่าสุด)
อย่างไรก็ตามในมุมมอง สำนักวิจัยทางเศรษฐกิจ และนักเศรษฐศาสตร์ ทั้งหลายที่ประเมินว่าการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน จะลดดอกเบี้ยลง 0.25% นั้น ส่วนใหญ่เชื่อว่า มีปัจจัย"ทางการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย"
เพราะอาจจะมองว่า...ไม่ได้เสียหาย และตัวเลข จีดีพี ไตรมาส 1 ที่ออกมาแย่ลง"จะเป็นทางลงที่ชอบธรรมของ กนง."
ซึ่งก็อาจจะถูก...
แต่จะถูกต้อง กนง.และแบงก์ชาติ ต้องคำนึงถึง แถลงการณ์ที่ประกาศไว้เมื่อ 10 พ.ค. 2556
การพิจารณานโยบายการเงิน..."มุ่งให้เศรษฐกิจขยายตัวได้อย่างต่อเนื่องใกล้เคียงศักยภาพ ตลอดจนพยายามรักษาสมดุล ของภาคส่วนต่างๆ ของเศรษฐกิจ เพื่อป้องกันการเกิดปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจในประเทศ http://www.bot.or.th/Thai/PressAndSpeeches/Press/News2556/n2256t.pdf
และที่ชัดเจน กว่านั้น ยังระบุว่า...ในปัจจุบันเริ่มมีสัญญาณความร้อนแรงอยู่บ้าง ทั้งในตลาดหุ้นและตลาดอสังหาริมทรัพย์ตาม หัวเมืองใหญ่ ขณะที่สินเชื่อภาคเอกชนยังขยายตัวสูง และหนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะในระยะหลังที่เร่งขึ้นมากมาอยู่ที่ 78 % ของ GDP ทาให้การพิจารณาใช้อัตราดอกเบี้ยเป็นเครื่องมือจะเป็นต้องมี ความระมัดระวังมากขึ้น เพื่อให้สามารถรักษาสมดุลในระบบเศรษฐกิจได้ในระยะปานกลางและระยะยาว
มองปัจจัยทางเศรษฐกิจเหล่านี้แล้ว..ยังไม่เห็นสัญญาณเลยว่า จำเป็นต้องลดดอกเบี้ยนโยบาย หากผิดจากนี้ กนง.และแบงก์ชาติ ต้องตอบให้ได้ว่า มี"ตัวแปรทางการเมือง"ด้วยหรือไม่ ?






