นายกรัฐมนตรีอินเดียมานโมฮาน ซิงห์ จะมาเยือนไทยอย่างเป็นทางการพรุ่งนี้
ถือเป็นส่วนหนึ่งของความเคลื่อนไหวทางการทูตระหว่างประเทศ ของประเทศในแถบนี้ที่น่าติดตามยิ่ง
เพราะนี่มิใช่เพียงแค่การตอกย้ำความต้องการสานสัมพันธ์ ระหว่างอินเดียกับไทยเท่านั้น หากแต่ยังหมายถึงการ “ปรับสมดุล” ครั้งใหญ่ของประเทศในภูมิภาคที่มีความสำคัญยิ่งต่ออนาคตของภูมิภาคนี้
และไทยเราต้องเกาะติดและปรับวิเทโศบายอย่างทันสถานการณ์ เพื่อไม่ให้ตกรถไฟขบวนใหญ่ขบวนนี้
ว่ากันว่า ไทยกำลังใช้นโยบาย “มองตะวันตก” ขณะเดียวกัน อินเดีย ก็หันมาใช้แนวทาง “มองตะวันออก”
หมายความว่า ไทย ให้ความสำคัญมากยิ่งขึ้นกับประเทศในเอเชียตะวันออก ซึ่งหมายรวมถึง จีน อินเดีย และ ญี่ปุ่น กับ เกาหลีใต้ อย่างจริงจังและต่อเนื่องมากยิ่งขึ้น
ขณะที่ อินเดีย ก็เร่งขยับตัวให้ใกล้กับประเทศในเอเชียซีกนี้ โดยเฉพาะกับกลุ่มประเทศอาเซียน และผูกมิตรไมตรีกับเพื่อนบ้านยักษ์ที่มีประวัติความขัดแย้งกันมายาวนานอย่างจีน
เมื่อต่างคนต่างมองมาที่เป้าหมายเดียวกัน การสร้างความเป็นปึกแผ่นของประเทศในเอเชีย ที่ครั้งหนึ่งเคยต่างคนต่างข้ามไปคบหาชาติตะวันตก ก็จะสร้างความแข็งแกร่งให้กับเศรษฐกิจ การเมือง และ ความมั่นคง ให้กับทวีปที่ได้ชื่อว่าเป็น “หัวรถจักรขับเคลื่อนโลก” อย่างมิอาจจะปฏิเสธได้
แต่อีกด้านหนึ่งความขัดแย้งในเอเชียเอง ก็ทำท่าว่าจะขยายวงออกไป เพราะข้อพิพาทอ้างสิทธิเหนือดินแดน และหมู่เกาะในทะเลที่เป็นผลพวงของประวัติศาสตร์แห่งสงคราม และความขัดแย้งที่กลายเป็น “มรดกบาป” มาถึงทุกวันนี้
จีน เผชิญกับ ญี่ปุ่น กรณีหมู่เกาะเตียวหยู/เซนกากุ ในทะเลจีนตะวันออก และมีเรื่องมีราวกับอาเซียนบางประเทศ เช่น ฟิลิปปินส์และเวียดนาม กรณีหมู่เกาะในทะเลจีนใต้ ขณะที่ไต้หวันกับฟิลิปปินส์ ก็มีเรื่องบาดหมางกันอย่างออกนอกหน้า อีกด้านหนึ่งคือจีนกับเกาหลีใต้ และ ญี่ปุ่นกับเกาหลีใต้ ที่ยังมีเรื่องระหองระแหงกันอย่างไม่ยอมลดละ
แต่เราก็เห็นความพยายามของผู้นำของประเทศเหล่านี้ แสดงตนเป็นผู้รักสันติ และต้องการหาทางออกอย่างสงบ เช่น กรณีการร่างข้อเสนอ Code of Conduct (CoC) ระหว่างจีนกับอาเซียน ในอันที่จะวางหลักปฏิบัติของการหาทางแก้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างกัน ด้วยวิธีการสันติและเป็นธรรมกันกับทุกฝ่าย
เราเห็น นายกฯ หลี่ เค่อเฉียง ของจีน ไปเยือนอินเดียเป็นประเทศแรก หลังจากรับตำแหน่งเพื่อแสดงถึงการให้ความสำคัญกับประเทศเพื่อนบ้านก่อนตะวันตก ขณะที่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ก็เตรียมจะไปจับเข่าสนทนากับประธานาธิบดี บารัก โอบามา ของสหรัฐ ที่แคลิฟอร์เนีย เพื่อถามไถ่กันให้แน่ว่าจุดมุ่งหมายของทั้งสองยักษ์แห่งการเมืองโลก มีความเหมือนและต่างกันอย่างไร
ผมยังเห็นข้อเสนอของรัฐมนตรีต่างประเทศอินโดฯ มาร์ตี นาตาเลกาวา ที่จะให้เอเชียมี “สนธิสัญญามิตรภาพและความร่วมมือ” เพื่อป้องกันเหตุแห่งสงครามและการเผชิญหน้า ที่รังแต่จะก่อความเสียหายให้กับเศรษฐกิจของโลกเท่านั้น
ในภาวะของการ “ปรับสมดุล” (rebalancing) ของทุกประเทศ ในยามที่เทคโนโลยีได้เขย่าให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างมหาศาลนั้นเอง เราก็เห็นการแลกเปลี่ยนการเยี่ยมเยียนของผู้นำประเทศในแถบนี้ ในระดับของความคึกคักอย่างที่ไม่เคยได้เห็นมาก่อน
แน่นอนว่า ผมเห็นเป็นนิมิตหมายที่ดีสำหรับการทูตไทย ที่จะกระชับความผูกพันบนพื้นฐานของการ “รู้ทัน” ความปรับเปลี่ยนสมการแห่งการเมืองระหว่างประเทศ
การเมืองสากลที่ไม่มีการแบ่งค่ายตามอุดมการณ์การเมือง หากแต่จับกลุ่มกันเพื่อส่งเสริมการค้าและการลงทุน หลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าทางการเมืองและความมั่นคง เพื่อผลักดันให้เกิดความเชื่อมโยงของประชาชนยุคใหม่ด้วยกัน
เมื่อมี นักการเมืองรุ่นใหม่ ที่ไม่เป็นเหยื่อของกับดักประวัติศาสตร์ เมื่อนั้น ผมจึงจะเห็นอนาคตที่รุ่งโรจน์สำหรับภูมิภาคนี้








