วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เงินเฟ้อเป้าหมาย 4% ของครุกแมน

ขณะที่ตอนนี้ทุกสายตาจับจ้องไปที่ธนาคารกลางสหรัฐว่าจะลดขนาดของการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) หรือไม่

ล่าสุดนายเจมส์ บูลลาร์ด ผู้ว่าธนาคารกลางสหรัฐ สาขาเซนหลุยส์ ก็ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ว่าอัตราเงินเฟ้อต้องขยับขึ้นมาที่ประมาณร้อยละ 2 เขาจึงเห็นด้วยที่จะลดขนาด QE ลง ตรงจุดนี้ มีคำถามที่น่าสนใจจาก ดร. พอล ครุกแมน และ ดร. ลอว์เรนซ์ บอล 2 นักเศรษฐศาสตร์ชื่อดัง ว่าเป้าหมายอัตราเงินเฟ้อที่เหมาะสมซึ่งตอนนี้อยู่ที่ร้อยละ 2 นั้นต่ำเกินไปหรือไม่ ไอเดียนี้ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากนักเศรษฐศาสตร์หลายท่าน แม้จะไม่ใช่ครั้งแรกสำหรับข้อเสนอดังกล่าว โดยเมื่อ 3 ปีที่แล้ว ดร. โอลิวิเยอร์ แบลนชาร์ด หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศหรือไอเอ็มเอฟ ก็ได้เสนอไอเดียประมาณนี้ในลักษณะที่ให้ความเห็นแบบสั้นๆ แต่ได้รับการปฏิเสธจาก ดร. เบน เบอร์นันเก้ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ ทว่ามาในครั้งนี้ ทั้งคู่ได้ให้เหตุผลแบบหนักแน่นกว่า ดังนี้

ครุกแมนและบอลเห็นว่าอัตราเงินเฟ้อที่สูงกว่านั้น จะทำให้อัตราดอกเบี้ยในตลาดการเงินสูงขึ้นกว่าเดิม ซึ่งจะเป็นประโยชน์มากต่อธนาคารกลาง ในกรณีที่เศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะถดถอยหรือสู่วิกฤตการเงิน เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น เสมือนกับว่าธนาคารกลางมีอาวุธหรือเครื่องมือนโยบายการเงินด้วยขนาดที่มากกว่าอยู่ในมือสำหรับการกระตุ้นเศรษฐกิจให้หลุดจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ เนื่องจากเหลืออัตราดอกเบี้ยนโยบายในระดับที่สูงกว่าให้ลดลงก่อนจะถึงร้อยละศูนย์ ที่เห็นได้ชัด คือ แม้ว่าในขณะนี้ที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายสหรัฐลดลงที่ร้อยละ 0-0.25 ตั้งแต่ปลายปี 2008 ทว่าอัตราการว่างงานก็ยังลดลงมาไม่ถึงในระดับที่น่าพอใจ ไม่เพียงแต่ในสหรัฐ แม้แต่ในยุโรปก็เกิดปัญหาดังกล่าว ที่เป็นเช่นนี้ ว่ากันว่าส่วนหนึ่งเกิดจากอัตราดอกเบี้ยในช่วงก่อนเกิดวิกฤตปี 2008 ต่ำเกินไปกว่าระดับที่ควรจะเป็นจากการที่อัตราเงินเฟ้อเป้าหมายกำหนดไว้เพียงแค่ร้อยละ 2

โดยทั้งคู่ได้ฟันธงมาที่ตัวเลขระดับอัตราเงินเฟ้อเป้าหมายที่ร้อยละ 4 เนื่องจากในอดีตที่ผ่านมา เศรษฐกิจสหรัฐสามารถขับเคลื่อนไปได้อย่างดี หากอัตราเงินเฟ้อไม่เกินระดับดังกล่าว ดังนั้น หากธนาคารกลางสหรัฐจะเพิ่มอัตราเงินเฟ้อจากร้อยละ 2 มาที่ร้อยละ 4 ก็น่าจะทำให้เกิดผลดีมากกว่าผลเสีย โดยบทความนี้ จะกล่าวถึงความเสี่ยงในอนาคตของการที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายต้องมาติดข้อจำกัดที่ร้อยละศูนย์จากเหตุการณ์เศรษฐกิจถดถอยและพิจารณาว่าเหตุใดจึงมีเสียงคัดค้านแนวคิดของครุกแมนและบอล

หากมองย้อนกลับไปตั้งแต่ปี 1960 มีเหตุการณ์ภาวะเศรษฐกิจถดถอยทางเศรษฐกิจอยู่ทั้งสิ้น 8 ครั้ง โดยแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่

หนึ่ง ภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่เกิดในช่วงที่อัตราเงินเฟ้อต่ำ ซึ่งภาวะเศรษฐกิจถดถอยดังกล่าวได้เกิดขึ้น 3 ครั้งจากทั้งหมด 8 ครั้ง โดยครั้งที่ดังที่สุด คือ วิกฤตปี 2008 ที่ว่ากันว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบายต้องลดลงถึงร้อยละ -5 จึงจะสามารถบรรเทาปัญหาอัตราการว่างงานให้กลับเข้ามาสู่ภาวะปกติได้ ส่วนอีก 2 ครั้งเกิดขึ้นในปี 1961 และ ปี 2000-2001 ซึ่งเป็นภาวะเศรษฐกิจถดถอยแบบอ่อนๆ ซึ่งอัตราดอกเบี้ยนโยบายลดลงมาที่ร้อยละ 1 ก็สามารถแก้ไขเศรษฐกิจได้ จากทั้ง 3 เหตุการณ์ จึงอาจกล่าวได้ว่าหากเกิดสภาวะเศรษฐกิจถดถอยด้วยความรุนแรงแบบปานกลาง อย่างไรเสีย อัตราดอกเบี้ยนโยบายที่จะสามารถแก้ไขปัญหาได้ต้องต่ำกว่าร้อยละศูนย์

สอง ภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่เกิดในช่วงที่อัตราเงินเฟ้อสูงเกินร้อยละ 4 โดยเหตุการณ์ในลักษณะนี้เกิดขึ้น 5 ใน 8 ครั้ง โดยที่เกือบทุกครั้งอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ลดลงจะต้องลงไปเกือบเท่ากับร้อยละศูนย์จึงจะสามารถแก้สภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจ ได้ นั่นคือ หากธนาคารกลางกำหนดอัตราเงินเฟ้อเป้าหมายไว้ที่ร้อยละ 2 อย่างเคร่งครัด ระดับอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางที่เหลืออยู่อาจจะไม่เพียงพอที่จะสามารถลดลงได้ เพื่อแก้ไขภาวะเศรษฐกิจถดถอยก่อนที่ปัญหาจะถูกแก้ไขเสร็จสิ้น

ทีนี้ ก็มาถึงคำถามที่ว่า เหตุใดจึงมีเสียงคัดค้านเรื่องนี้จากหลายฝ่าย โดยเฉพาะนายเบอร์นันเก้ คำตอบ มีทั้งจากความฝังใจในอดีตและในมุมวิชาการ โดยในทศวรรษที่ 70 เศรษฐกิจสหรัฐประสบปัญหาเงินเฟ้อที่สูงกว่าร้อยละ 10 เป็นเวลาหลายปี จึงส่งผลให้ปัญหาเงินเฟ้อเป็นสิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์กังวลและมองกันว่ามีค่าใช้จ่ายสูงมากหากเกิดขึ้น แม้ว่านายครุกแมนจะย้ำอยู่หลายครั้งว่า งานวิจัยว่าด้วยการประเมินค่าใช้จ่ายของปัญหาเงินเฟ้อยังมีอยู่น้อยมาก นอกจากนี้ นายเบอร์นันเก้ ยังเคยกล่าวว่า หากตั้งอัตราเงินเฟ้อเป้าหมายที่ร้อยละ 4 จะทำให้อัตราเงินเฟ้อในประเทศสูงและมีเสถียรภาพน้อยกว่าเดิม รวมถึงการคาดการณ์หรือความคาดหวังอัตราเงินเฟ้อของประชาชนจะเริ่มไม่ค่อยนิ่ง นอกจากนี้ ดร. เฟดเดอริค มิชกิน นักเศรษฐศาสตร์มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ยังกล่าวว่า อัตราเงินเฟ้อที่เกินร้อยละ 3 จะทำให้อัตราเงินเฟ้อสูงขึ้นจนควบคุมได้ยาก ท้ายสุด ทั้งเบอร์นันเก้และมิชกินยังกล่าวว่าวิกฤตการเงินแบบปี 2008 หลายสิบปีจึงจะเกิดขึ้นสักครั้ง จึงถือเป็นการตั้งการ์ดที่สูงเกินไปหากจะกำหนดอัตราเงินเฟ้อเป้าหมายที่ร้อยละ 4 โดยที่ภัยพิบัติยังไม่มาถึงเสียที

อย่างไรก็ดี ทั้งครุกแมนและบอลต่างมองว่าความกังวลดังกล่าว เป็นเพียงความกังวลที่เกิดจากประสบการณ์ในอดีตเสียมากกว่า ซึ่งหากบริหารจัดการในการขยับอัตราเงินเฟ้อเป้าหมายให้สูงขึ้นที่ร้อยละ 4 อย่างเป็นระบบ ประโยชน์ที่กล่าวไว้ข้างต้นจะสูงกว่าค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน นอกจากนี้ทั้งคู่ยังประเมินว่า ในอนาคตวิกฤตการเงินจะเกิดขึ้นบ่อยกว่าในอดีตด้วยระบบการเงินที่ซับซ้อนขึ้นไปเรื่อยๆ ครับ

หมายเหตุ หนังสือด้านการลงทุนด้วยข้อมูลเชิงมหภาคของผู้เขียน “จิบกาแฟ ท่องเน็ต เล่นหุ้น...ก็รวยได้” ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 3 มีวางจำหน่ายทั่วประเทศ และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นประเด็นการลงทุน ได้ที่ www.facebook.com/MacroView และ bonthr.blogspot.com ครับ