การเกิดไฟฟ้าดับในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้ เมื่อวันที่ 21 พ.ค. 2556 สาระสำคัญไม่ได้อยู่ที่ "ฟ้าผ่า"
หรือ มาจากสาเหตุไฟฟ้าไม่พอ แต่อยู่ที่การบริหารจัดการที่ไม่มีประสิทธิภาพ เริ่มจากการวางแผนจัดการด้านการซ่อมบำรุง การวางแผนจัดการในระยะยาว ที่ระบบสายส่งไม่ควรผูกขาดไว้ที่ส่วนกลาง แต่ควรนำระบบสำรองหรือเปิดให้ในภาคใต้หรือจุดอื่นในประเทศไทย มีหน่วยจ่ายไฟฟ้าย่อยของตัวเอง เฉกเช่นเดียวกับระบบการปกครองที่กระจายอำนาจให้กับท้องถิ่นในการดูแลตัวเองได้ด้วย นอกจากนั้นต้องคำนึงถึงระบบการบริหารจัดการที่สามารถทดแทนได้ทันที กรณีที่เกิดอุบัติเหตุ ฟ้าผ่าขึ้นมาอีก เพราะว่าคิดกันง่ายๆ ในระดับครัวเรือน ยังมีระบบตัดไฟฟ้าข้างบน ข้างล่าง กรณีของระบบส่งไฟฟ้าของเรา น่าจะมีวิธีคิด แบบนี้เช่นเดียวกัน นอกจากนั้นการให้ข้อมูลในยามวิกฤติ ต้องรวดเร็วและมีความเป็นเอกภาพ ยิ่งกรณีไฟฟ้าดับในภาคใต้ ย่อมที่จะเกิดข่าวลือวินาศกรรม สร้างกระแสวิตกผิดๆ ไปได้
พงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ออกมาระบุถึงสาเหตุเบื้องต้น การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หรือ กฟผ. พบว่าเกิดการขัดข้องของระบบสายส่งไฟฟ้าแรงสูงที่จ่ายไฟฟ้าจากภาคกลางไปยังภาคใต้ นอกจากนี้ มีการหยุดซ่อมบำรุงโรงไฟฟ้าในภาคใต้ 4 โรง รวมแล้วไฟฟ้าหายไป 562 เมกะวัตต์ ส่งผลกำลังการผลิตลดเหลือ 1,692 เมกะวัตต์ จากความต้องการไฟฟ้ารวมในภาคใต้ 2,242 เมกะวัตต์ ต้องพึ่งพาไฟฟ้าจากภาคกลาง 430 เมกะวัตต์ จึงเป็นเหตุซ้ำเติม และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนับเป็นเหตุสุดวิสัยและเป็นเรื่องประจวบเหมาะที่ฟ้าผ่าสายส่งแรงสูงในช่วงที่อีกสายหนึ่งอยู่ระหว่างซ่อมบำรุง ขณะที่โรงไฟฟ้าในภาคใต้มีกำลังผลิตไม่เพียงพอต่อความต้องการ และหลายโรงไฟฟ้าอยู่ระหว่างปิดซ่อม เพราะเลื่อนระยะเวลาซ่อมบำรุงจากช่วงที่ก๊าซธรรมชาติจากพม่าหยุดส่งเมื่อช่วงเดือนเม.ย. ที่ผ่านมา โดยการจ่ายไฟเมื่อคืนวันที่ 21 พ.ค. ได้ซื้อไฟฟ้าจากมาเลเซีย 200 เมกะวัตต์ มูลค่า 12 ล้านบาท ซึ่งมีปัญหาต้นทุนสูงถึง 16 บาทต่อหน่วย เนื่องจากเดินเครื่องด้วยน้ำมันดีเซล
โดยนักวิชาการอย่าง ประสาท มีแต้ม เห็นว่าปัญหาที่เกิดขึ้น สะท้อนถึงความไม่พร้อมในการบริหารจัดการด้านพลังงาน และยังให้ข้อมูลที่ขัดแย้งกัน โดยเฉพาะตัวเลขการใช้ปริมาณไฟฟ้า ที่อาจบิดเบือนข้อมูล ทั้งนี้สำหรับพื้นที่ที่มีการใช้ไฟฟ้าสูงสุด คือ จังหวัดสงขลา 3,109 ล้านหน่วย รองลงมาเป็น สุราษฎร์ธานี 2,367 ล้านหน่วย ภูเก็ต 2,043 ล้านหน่วย และ นครศรีธรรมราช 1,484 ล้านหน่วย ทั้งนี้ไฟฟ้าดับเมื่อวันที่ 21 พ.ค. ที่ผ่านมา คิดเป็นปริมาณของหน่วยการใช้ไฟฟ้าที่ขาดหายไป 4,889 ล้านหน่วย
เราเห็นว่า ในระยะสั้น ณ การพัฒนาเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันนั้น พลังงานด้านไฟฟ้าและพลังงานสำรอง ยังสามารถดูแลได้ ต้นเหตุของวันนี้ คือ วางระบบบริหารจัดการให้เกิดประสิทธิภาพ รวมไปถึงการวางแผนระยะยาวในการสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน เพราะว่าตราบใดที่ประเทศยังพัฒนาไปเรื่อยๆ ขณะที่ไม่มีพลังงานเข้ามารองรับนั้น ย่อมที่จะสุ่มเสี่ยง ซึ่งเป็นเรื่องของยุทธศาสตร์และภาคสังคมที่ต้องร่วมกันหารือ ทำประชาพิจารณ์ ว่าจะผลิตไฟฟ้าจากระบบใดได้บ้าง เพราะมิฉะนั้นแล้ว วันหนึ่งเราอาจจะต้องเผชิญไฟฟ้าดับอีกรอบหนึ่ง ซึ่งสร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวง ยากที่จะฟื้นความมั่นใจให้กับคนไทยและต่างประเทศได้









