ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) แสดงความประหลาดใจ ต่อตัวเลขภาวะเศรษฐกิจในไตรมาสแรก
ที่ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แถลงเมื่อวันที่ 20 พ.ค. ที่ผ่านมา โดยกล่าวว่าลดลงต่ำกว่าที่คาดการณ์เอาไว้มาก ดังนั้น จึงจะไปพิจารณารายละเอียดของแต่ละภาคส่วน ว่ามีส่วนไหนที่ย่ำแย่ แต่ตัวเลขที่ออกมาต่ำกว่าหรือสูงกว่าประมาณการนั้น เป็นเรื่องปกติที่สามารถเกิดขึ้นได้ แต่หากผิดปกติมากเกินไป ก็จะเกิดข้อสงสัยได้เช่นเดียวกัน อย่างเช่น กรณีตัวเลขเศรษฐกิจของจีน เป็นต้น
ธปท. ไม่ใช่หน่วยงานเดียวที่ตั้งข้อสงสัยต่อตัวเลขเศรษฐกิจ แม้แต่นักวิเคราะห์และนักเศรษฐศาสตร์ของภาคเอกชน ก็พากันสงสัยว่าทำไมจึงออกมาต่ำกว่าประมาณการไว้มาก ทั้งๆ ที่ภาวะเศรษฐกิจของไทยไม่ได้ย่ำแย่ อีกทั้งแรงส่งทางเศรษฐกิจจากมาตรการกระตุ้นต่างๆ ของรัฐบาลที่เกิดขึ้นในช่วงปลายปีที่ผ่านมา ไม่น่าจะสิ้นฤทธิ์เร็วเช่นนั้น ยิ่งกว่านั้น กระทรวงการคลัง หรือ สศช. เอง ก็ประเมินมาก่อนหน้านี้ว่าในช่วงต้นปีนี้ เศรษฐกิจของไทยยังได้รับแรงส่งจากมาตรการกระตุ้นต่างๆ จนถึงไตรมาสแรก
ดังนั้น ตัวเลขที่แถลงออกมาจึงเกิดข้อสงสัยอย่างมาก และถือเป็นว่าการแถลงของ สศช. ในครั้งนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์มากที่สุดครั้งหนึ่ง ซึ่งต่างจากการแถลงในครั้งก่อนๆ หน้านั้น ที่ตัวเลขของ สศช. จะได้รับความน่าเชื่อหรืออ้างอิงอยู่เสมอ และดูเหมือนว่างานของ สศช. จะไม่จบเพียงเท่านี้เสียแล้ว แต่ต้องออกมาแถลงแจกแจงถึงที่มาที่ไปของตัวเลข ตลอดจนสมมติฐานที่นำมาใช้ในการประเมินอย่างละเอียด หากว่า สศช. ยังต้องการให้เกิดความน่าเชื่อถือเช่นเดิม
อย่างไรก็ตาม หากย้อนดูความขัดแย้งในด้านนโยบายที่ผ่านมา จะเห็นว่าการแถลงของ สศช. ครั้งนี้ เป็นที่น่าจับตามองอยู่มาก เนื่องจาก ธปท. ระบุก่อนหน้านี้ว่าการลดดอกเบี้ยหรือผ่อนคลายมาตรการทางการเงินนั้น จะพิจารณาดูตัวเลขเศรษฐกิจของ สศช. ในไตรมาสแรก โดยจะเสนอให้คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) พิจารณาในการประชุมวันที่ 29 พ.ค. นี้ ขณะที่ยังมีแรงกดดันจากรัฐบาลให้ ธปท. ลดดอกเบี้ยนโยบายลง เพื่อแก้ปัญหาการแข็งค่าของเงิน ซึ่งมีข้อเสนอให้ลดดอกเบี้ยแรงถึง 1%
สศช. ต้องจำบทเรียนที่ผ่านมา กรณีของกระทรวงพาณิชย์ในการแถลงตัวเลขการส่งออกที่สูงเกินจริง ไม่ว่าจะมีเป้าหมายเพื่อเอาใจฝ่ายการเมือง หรือปกป้องการทำงานของตัวเอง แต่จากนั้นมาตลาดและธปท.ก็ไม่ใช้ตัวเลขของกระทรวงพาณิชย์ในการอ้างอิงอีกเลย ใช้เป็นเพียงแค่ตัวเลขเบื้องต้นเท่านั้น เช่นเดียวกันกับกรณีนี้ หากว่า สศช. ไม่ชี้แจงให้กระจ่าง สศช. ก็จะหมดความน่าเชื่อในไม่ช้า และก็จะกลายเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของหน่วยราชการไทย ที่ใช้ตัวเลขในทางการเมือง ซึ่งไม่คุ้มค่ากับความเชื่อถือที่ต้องสูญเสียไป
เราเห็นว่า การตั้งข้อสงสัย ทั้งจาก ธปท.และนักวิเคราะห์ของธนาคารพาณิชย์และบริษัทหลักทรัพย์ ไม่ใช่เป็นเรื่องบังเอิญ เพราะแนวคิดในการประเมินนั้นก็ไม่น่าจะต่างกันมากนัก เพียงแต่มีการเน้นบางจุดที่ต่างกันเท่านั้น เมื่อสิ่งที่ออกมาขัดแย้งกับแนวคิดที่ยึดถือกันมานาน ย่อมมีข้อสงสัยเกิดขึ้น ดังนั้น หากหน่วยงานรัฐที่ยังต้องการให้คนมีความเชื่อถือในข้อมูลข่าวสารที่ประกาศออกมา และเป็นเรื่องสำคัญสำหรับประชาชนในการดำเนินชีวิต ทางออกเดียวคือการแถลงข้อมูลที่แท้จริง และตามหลักวิชาที่ร่ำเรียนมา หาใช่การดูทิศทางการเมือง









