วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ถึงเวลาปล่อยเอกชนช่วยตัวเองหรือยัง?

การประชุมร่วมระหว่าง นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

ร่วมกับประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.)และภาคเอกชน เพื่อหารือถึงปัญหาการแข็งค่าของเงินบาท รวมถึงนโยบายอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เมื่อวันที่ 13 พ.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งผลปรากฏว่าไม่ได้มีมาตรการใดๆ ออกมาเพื่อดูแลค่าเงินบาทอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะนโยบายอัตราดอกเบี้ยที่ก่อนการประชุมหลายฝ่ายพากันคาดการณ์ว่าอาจมีแรงกดดันให้แบงก์ชาติต้องปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงเพื่อให้เงินบาทอ่อนค่าลง แต่สถานการณ์กลับออกมาแตกต่าง เพราะทั้งกิตติรัตน์ และ ประสาร ต่างออกมาพูดในทำนองเดียวกันว่าไม่ได้ถึงพูดเรื่องนโยบายดอกเบี้ยกันโดยตรง และไร้แรงกดดันให้แบงก์ชาติต้องลดดอกเบี้ย

แต่สิ่งที่ไม่ได้ปรากฏเป็นข่าวกลับเป็นข้อเสนอของภาคเอกชนต่างหาก ที่ดูน่าแปลกใจ โดยเอกชนเสนอให้รัฐบาลพิจารณาออกมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการทีได้รับผลกระทบจากเงินบาทที่แข็งค่า ถึง 7 ข้อคือ 1.ผลักดันให้ใช้เงินบาทเป็นเงินสกุลหลักสำหรับค้าขายในภูมิภาค 2. ลดอุปสรรคการเคลื่อนย้ายแรงงานในภูมิภาคนี้แก้ปัญหาขาดแคลน 3. ขอมาตรการให้ผู้ประกอบการใช้วัตถุดิบในประเทศเพิ่มขึ้น 4.ยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มอุตสาหกรรมต่อเนื่องที่ขายสินค้าให้ผู้ส่งออก และเมื่อได้รับเงินตราต่างประเทศขอชำระค่าสินค้าโดยไม่ต้องแปลงเป็นเงินบาท 5. จัดหาสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยผ่อนปรนเพื่อพัฒนาสินค้า 6.ลดหย่อนภาษีนำเข้าอัญมณีและเครื่องประดับที่มางานแสดงสินค้าในประเทศ และ 7ธปท.จัดทำข้อมูลเปรียบเทียบค่าเงินบาทกับเงินสกุลอื่นๆ

จะเห็นว่าข้อเสนอของภาคเอกชนดูเหมือนจะเรียกร้องจากรัฐบาลมากเกินไป และมาตรการบางข้อก็คงไม่สามารถทำได้ เช่น การใช้เงินตราต่างประเทศชำระค่าสินค้าโดยไม่ต้องเป็นเงินบาท หรือการผลักดันให้เงินบาทเป็นเงินสกุลหลักในภูมิภาค เป็นต้น

ข้อเสนอเหล่านี้ หากผู้ประกอบการที่เสนอมานั้น จะรู้หรือไม่ว่าจะเกิดผลตามมาในระยะยาวอย่างไร และจะทำให้ประเทศได้รับผลกระทบมากน้อยแค่ไหน ได้มีการศึกษามาบ้างหรือไม่ โดยประชาชนทั่วไปที่ไม่ใช่ผู้ประกอบการ นักธุรกิจก็พลอยจะได้รับผลกระทบจากมาตรการเหล่านี้ไปด้วย

ภาคเอกชนไทย ดูเหมือนลูกที่เลี้ยงไม่โตของรัฐบาล เพราะไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ทั้งภัยธรรมชาติ เงินบาทแข็งค่า ดอกเบี้ยสูง ส่งออกชะลอตัว ถูกผลกระทบจากเศรษฐกิจโลก ขาดแหล่งเงินทุน ถูกมาตรการกีดกันการค้า

อุปสรรคเหล่านี้กลายเป็นเงื่อนไขที่ภาครัฐต้องเข้าไปช่วยโอบอุ้มตลอดเวลา ทั้งๆ ที่เวลาที่ผู้ประกอบการเหล่านี้มีผลกำไรจำนวนมาก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าผู้ประกอบการเหล่านี้จะตอบแทนรัฐบาลหรือประเทศในรูปของภาษีเงินได้นิติบุคคลอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย เพราะก็รู้ๆ กันอยู่ว่า มีผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อยที่ยังคงหลบเลี่ยงภาษี หรือทำทุกวิถีทางที่จะจ่ายภาษีให้น้อยที่สุด ขณะเดียวกันก็ยังมีข้อเรียกร้องให้รัฐบาลลดหย่อนภาษีลงอีก โดยอ้างเรื่องการจูงใจเอกชนให้เข้าสู่ระบบภาษี หรือจูงใจเข้าระดมทุนในตลาดทุน เช่น การจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์

ที่ผ่านมาผู้ประกอบการไทยมักขอแต้มต่อจากภาครัฐอยู่ตลอดเวลา เช่น ขอให้เงินบาทอ่อนค่า ดอกเบี้ยต่ำ ทำให้เอกชนไม่มีพัฒนาการ โดยเฉพาะขีดความสามารถแข่งขันนับวันมีแต่ถดถอย เพราะมัวแต่จะให้ภาครัฐโอบอุ้มตลอดเวลา ...ถึงเวลาแล้วหรือยังที่เอกชนไทยควรจะช่วยเหลือตัวเองได้แล้ว