ข่าวเกี่ยวกับการจะปิดโรงเรียนชั้นประถมขนาดเล็กจุดประเด็นเกี่ยวกับการศึกษาขึ้นมาจำนวนมาก
เนื่องจากระบบการศึกษาไทยในหลายๆ ด้านลอกเลียนการจัดการศึกษาของอเมริกาเพราะนักการศึกษาไปเรียนมาจากที่นั่น ขอนำเรื่องเกี่ยวกับความล้มเหลวของอเมริกามาปันกันเพื่อบางทีมันอาจจะให้ข้อคิดสำหรับผู้กำหนดนโยบายของไทยบ้าง เนื้อหามาจากบทความของอาจารย์ด้านการศึกษาของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดชื่อจัล เมห์ทา เรื่อง “Why American Education Fails : And How Lessons from Abroad Could Improve It” ซึ่งตีพิมพ์ในวารสารอันทรงอิทธิพล Foreign Affairs ของคณะกรรมการความสัมพันธ์ระหว่างประเทศประจำเดือนพฤษภาคม/มิถุนายน 2556
อาจเป็นที่ทราบกันดีแล้วว่า อเมริกาถกเถียงกันอย่างเข้มข้นมาเป็นเวลานานเกี่ยวกับคุณภาพของการศึกษาขั้นพื้นฐานของเขา ต้นตอของการถกเถียงกันมาจากการทดสอบผลความสัมฤทธิ์ทางการศึกษาที่บ่งชี้ว่าเยาวชนของอเมริกาตามหลังเยาวชนของประเทศต่างๆ อย่างน่าอับอาย แม้รัฐบาลกลางจะเปลี่ยนนโยบายมาหลายครั้ง แต่ผลที่ออกมายังคงเดิม (การทดสอบดังกล่าวมาจากโครงการที่มีชื่อย่อว่า PISA ซึ่งอาจหารายละเอียดได้ในเว็บไซต์ www.oecd.org/pisa/ หรือที่ www.nces.ed.gov/surveys/pisa/)
ผู้เขียนบทความนั้นมองว่า ต้นตอของความปัญหามาจากการจัดการศึกษาที่ไม่ปรับเปลี่ยนไปตามความเปลี่ยนแปลงทางสภาพแวดล้อมโดยเฉพาะทางด้านเศรษฐกิจ ในสมัยก่อน ฐานทางด้านเศรษฐกิจไม่ต้องการความรู้เฉพาะทางอย่างลึกซึ้งนักไม่ว่าจะเป็นงานในไร่ ในโรงงาน หรือในการบริการด้านต่างๆ ฉะนั้น ผู้เรียบจบการศึกษาขั้นพื้นฐานสามารถออกไปทำงานได้ไม่ว่าผลการเรียนจะเป็นอย่างไร ในยุคนี้ ฐานทางด้านเศรษฐกิจได้เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญซึ่งต้องการคนงานที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางอย่างลึกซึ้งมากขึ้น แต่ระบบการจัดการศึกษาของอเมริกาซึ่งทำแบบกระจายให้แต่ละท้องถิ่นรับผิดชอบเองไม่สามารถปรับเนื้อหาให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงนั้นได้เนื่องจากรัฐบาลกลางไม่มีอำนาจเข้าไปสั่งให้ท้องถิ่นทำอะไรได้มากนัก
ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา ปัญหายังคงเดิมเนื่องจากการแก้ปัญหาทำไม่ถูกจุดโดยไปมุ่งเน้นจนเกินไปในด้านการมองหาผู้รับผิดชอบเมื่อผลการทดสอบชี้บ่งว่าการจัดการศึกษาของท้องถิ่นและโรงเรียนไม่ได้ผลตามคาดหมาย ผู้เขียนมองงานของสายอาชีพต่างๆ ว่ามีส่วนประกอบ 4 ด้านด้วยกันคือ (1) ทรัพยากรมนุษย์ซึ่งเกี่ยวกับการสร้างแรงจูงใจ คัดเลือก ฝึกฝนและอบรมผู้ที่อยู่ในวิชาชีพ (2) ฐานทางด้านวิชาการ (3) โครงสร้างขององค์กร และ (4) การบริหารจัดการและความรับผิดชอบ
ส่วนประกอบเหล่านี้ต้องได้รับการปรับปรุงให้เดินไปอย่างสอดคล้องกัน เขามองว่า สายอาชีพที่แข็งแกร่งของอเมริกาเช่นการแพทย์ กฎหมายและวิศวกรรมล้วนพยายามสร้างฐานทางด้านวิชาการให้แข็งแกร่งมากกว่าการมองหาความรับผิดชอบของผู้ประกอบอาชีพ ประเทศอื่นที่ประสบความสำเร็จมากกว่าอเมริกามักมองว่า อาชีพการศึกษาต้องมีฐานที่แข็งแกร่งเช่นเดียวกับสายอาชีพอื่น ประเทศเหล่านั้นจึงคัดเลือกครูจากผู้เรียนจบชั้นอุดมศึกษาในอันดับต้น ๆ แล้วฝึกฝนพวกเขาอย่างเข้มข้น เปิดโอกาสให้พวกเขาร่วมมือกันเพื่อค้นหาวิธีที่มีประสิทธิภาพสูงสุด สนับสนุนให้พวกเขาทำงานได้อย่างเต็มที่และมีระบบรัฐสวัสดิการอันแข็งแกร่ง แคนาดา ฟินแลนด์ ญี่ปุ่น สิงคโปร์ และเกาหลีใต้ล้วนทำสิ่งเหล่านี้ได้ดีกว่าอเมริกา
ผู้เขียนเสนอว่า การปรับปรุงการศึกษาในอเมริกาต้องเริ่มที่ตัวครู นั่นคือ ครูต้องมีความเชี่ยวชาญ 3 ด้านด้วยกันคือ ด้านเนื้อหาของวิชาที่ตนสอน ด้านวิธีสอน และด้านกระบวนการเรียนรู้ของผู้เรียน ครูที่ดีต้องมีปฏิภาณในการประยุกต์ความเชี่ยวชาญทั้งสามด้านให้ตรงกับสถานการณ์ในระหว่างการเรียนการสอนซึ่งมักเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว สิ่งนี้จะเกิดขึ้นได้ต้องเริ่มจากการค้นหาคนที่มีความปราดเปรื่องสูงและสนใจในการเป็นครูอย่างแท้จริงแล้วเปิดโอกาสให้เขาฝึกฝนความเชี่ยวชาญในด้านการสอน ข้อมูลบ่งว่าครูในอเมริกาส่วนใหญ่มาจากกลุ่มผู้จบมหาวิทยาลัยด้วยคะแนนท้ายๆ ของรุ่นซึ่งตรงข้ามกับครูในประเทศที่นักเรียนประสบผลสัมฤทธิ์สูงกว่าอเมริกา ครูของพวกเขามักมาจากผู้เรียนจบมหาวิทยาลัยด้วยคะแนนในอันดับต้น ๆ และผ่านการเลือกเฟ้นอย่างเข้มข้นมาแล้ว อาทิเช่น ในฟินแลนด์เพียงร้อยละ 10 ของผู้สมัครเป็นครูจะได้รับคัดเลือก ส่วนในสิงคโปร์ผู้สมัครร้อย 12.5 ได้รับคัดเลือก
ครูจะต้องผ่านการประเมินความสามารถอย่างเข้มข้นหลังทดสอบการปฏิบัติงานชั่วระยะเวลาหนึ่งซึ่งอาจเป็นเวลาหลายปีก่อนที่จะได้ใบประกอบอาชีพ กระบวนการนี้เป็นแนวเดียวกันกับที่มหาวิทยาลัยใช้ในการประเมินอาจารย์ก่อนจะมอบตำแหน่งถาวรให้ และที่สำนักกฎหมายใช้ก่อนที่จะเลือกทนายเป็นหุ้นส่วนที่มีสิทธิ์รับเงินปันผลจากสำนัก เมื่อผ่านการประเมินแล้วครูจะได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่ทั้งในด้านค่าตอบแทนและด้านการพัฒนาอาชีพของตนให้ได้ประสิทธิผลยิ่งขึ้น
ข้อเสนอดังกล่าวดูจะอยู่ตรงข้ามกับแนวคิดเรื่องการจัดการศึกษาที่ว่านักเรียนเป็นศูนย์กลาง แต่หากมองให้ลึกลงไปจริงๆ ไม่ว่าจะจัดอย่างไร ถ้าครูขาดความรู้ความสามารถพร้อมกับขาดความทุ่มเทที่มาจากการรักการเป็นครูอย่างแท้จริงเสียแล้ว ความสัมฤทธิ์น่าจะเกิดขึ้นยากโดยเฉพาะในโรงเรียนขนาดเล็กตามชนบทที่ขาดสารพัดปัจจัย คำขวัญหรูๆ จำพวกที่เมืองไทยใช้อยู่ในปัจจุบันจะไม่ทำให้สัมฤทธิผลตามความต้องการอย่างแน่นอน









