วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

คดี "มูฮาหมัดอัณวัร" สะเทือนกระบวนการสันติภาพ?

เมื่อเร็วๆ นี้มีคำพิพากษาคดีความมั่นคงชายแดนใต้คดีหนึ่งที่ก่อกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในพื้นที่อย่างกว้างขวาง

แต่ไม่ค่อยปรากฏเป็นข่าวในสื่อส่วนกลาง คือคดี นายมูฮาหมัดอัณวัร หะยีเตะ ผู้ถูกศาลฎีกาพิพากษาจำคุก 12 ปี ฐานกบฏ ก่อการร้าย อั้งยี่ ซ่องโจร

มูฮาหมัดอัณวัร หรือ "อันวาร์" ถูกจับกุมและแจ้งข้อหาดังกล่าวตั้งแต่ปี 2548 สืบเนื่องจากคดีฆ่าตำรวจ สภ.ยะรัง จ.ปัตตานี และคนร้ายได้ขโมยโทรศัพท์ของตำรวจผู้ตายไป จากนั้นเจ้าหน้าที่พบความเคลื่อนไหวการใช้โทรศัพท์ในโรงเรียนปอเนาะใกล้ๆ จุดเกิดเหตุ จึงเข้าตรวจค้นและจับกุมผู้ต้องหาได้ชุดหนึ่ง

ผู้ต้องหาชุดแรกได้ให้การซัดทอดถึงผู้ต้องหาชุดที่ 2 จำนวน 11 คน ซึ่งมี นายมูฮาหมัดอัณวัร รวมอยู่ด้วย แต่เนื้อหาของคำซัดทอดไม่ได้เกี่ยวข้องกับกรณีฆ่าตำรวจโดยตรง แต่เป็นการขยายผลเรื่องการเข้าร่วมเป็นสมาชิก "ขบวนการกู้ชาติปัตตานี" ซึ่งในคำพิพากษาอธิบายความไว้ด้วยว่า "หรือขบวนการบีอาร์เอ็น"

และการเข้าร่วมขบวนการกู้ชาติปัตตานีนี้เองที่ศาลเห็นว่าเป็นการกระทำความผิดฐานกบฏ ก่อการร้าย อั้งยี่ ซ่องโจร จนนำไปสู่คำพิพากษาจำคุก 12 ปี โดยเนื้อหาในคำพิพากษา 14 หน้า ไม่ได้ระบุถึงความผิดอื่นที่เกี่ยวกับชีวิตและร่างกาย เช่น ฆ่า หรือลอบวางระเบิด

สาเหตุที่คดีนี้เป็นกระแสขึ้นมา เพราะ มูฮาหมัดอัณวัร เป็นบุคคลในที่สว่าง หลังจบการศึกษาจากสถาบันอุดมศึกษาแห่งหนึ่งที่ชายแดนใต้ก็ทำงานในแวดวงสื่อทางเลือกและภาคประชาสังคมมาตลอด จึงไม่มีใครคาดคิดว่าเขาจะถูกศาลฎีกาพิพากษาลงโทษ เพราะศาลอุทธรณ์ก็เคยยกฟ้องเขามาแล้ว

คดีนี้หากพิจารณาในแง่ตัวบทกฎหมายย่อมไม่มีประเด็นใดเป็นข้อสงสัย เพราะความผิดตามฟ้องเป็นความผิดลักษณะพิเศษ แค่ตระเตรียมการ (กรณีกบฏ ก่อการร้าย) หรือเข้าเป็นสมาชิก (กรณีอั้งยี่) ก็ถือเป็นความผิดสำเร็จแล้ว ไม่จำเป็นต้องกระทำการสำเร็จตามความมุ่งหมายแต่ประการใด

ฉะนั้นในทางกฎหมายจึงถือว่าจบ แต่ในทางความรู้สึกของผู้คนในพื้นที่ยังไม่จบ ด้วยคำถามประกอบกับข้อสังเกตที่ว่า "แค่ร่วมขบวนการกู้ชาติปัตตานีก็โดนจำคุก 12 ปีแล้วหรือ?"

ทั้งๆ ที่ยังไม่มีหลักฐานว่ากระทำความผิดอาญาอื่นใด
ทั้งๆ ที่ข้าราชการระดับสูงในพื้นที่เคยพูดว่า สังคมไทยต้องมาตั้งหลักกันใหม่ว่าอุดมการณ์แยกดินแดนหรือ

อุดมการณ์แยกรัฐปัตตานีเป็นความผิดตามกฎหมาย หรือเป็นแนวคิดที่สามารถขับเคลื่อนได้ตามความเชื่อ ตราบเท่าที่ยังไม่ได้ละเมิดสิทธิในชีวิตและร่างกายของผู้อื่น

ทั้งๆ ที่รัฐบาลไทยกำลังยอมรับกลุ่มบุคคลที่คิดเห็นต่างจากรัฐ มีอุดมการณ์แยกรัฐปัตตานีเพื่อตั้งรัฐใหม่ชัดเจนอย่าง "ขบวนการบีอาร์เอ็น" ถึงขั้นส่งเลขาธิการ สมช.ไปพูดคุยเพื่อริเริ่มกระบวนการสันติภาพ

ทั้งๆ ที่รัฐบาลเองก็มีโครงการรองรับ "ผู้หลงผิด" หรือ "ผู้กลับใจ" โดยใช้มาตรา 21 พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ ไม่ว่าจะกระทำผิดอาญาฐานใด ตั้งแต่กบฏ ก่อการร้าย ฆ่า ระเบิด ฯลฯ ล้วนมีช่องทางเข้าแสดงตัวกับรัฐได้ และหากแสดงเจตจำนงเข้าร่วมอบรมตามโปรแกรมของ กอ.รมน.เพียง 6 เดือน ก็ไม่ต้องรับโทษอาญาใดๆ (ดูลักษณะความผิดแนบท้ายมาตรา 21 ในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 128 ตอนพิเศษ 3 ง วันที่ 12 ม.ค.2554 เรื่อง กำหนดลักษณะความผิดอันมีผลกระทบต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ตามมาตรา 21 แห่ง พ.ร.บ.ความมั่นคง)

และทั้งๆ ที่กองทัพภาคที่ 4 มีโครงการ "พาคนกลับบ้าน" เปิดทางให้ผู้ต้องหาคดีความมั่นคงที่หลบหนีอยู่เข้าแสดงตัวต่อทางราชการ และจะได้รับการรับรองช่วยเหลือทางคดี แม้จะไม่ถึงขั้นปลดหมายจับหรือยกเว้นความผิด แต่หลายคนที่เคยมีชื่ออยู่ในหมายจับคดีอุกฉกรรจ์ วันนี้ได้กลายเป็นวิทยากรของกองทัพ เดินสายชักชวนเพื่อนร่วมอุดมการณ์ให้วางปืนและออกมาแสดงตัว โดยที่ยังไม่ได้ถูกจับกุมดำเนินคดีหรือฟ้องร้องต่อศาลแต่อย่างใด

นี่คือความลักลั่นในการบังคับใช้กฎหมายที่หน่วยงานรัฐโดยเฉพาะ "คณะพูดคุยสันติภาพ" น่าจะนำไปขบคิดว่ามันได้กลายเป็น "เงื่อนไข" ในกระบวนการสร้างบรรยากาศของความไว้เนื้อเชื่อใจเพื่อก้าวเดินสู่สันติภาพหรือไม่?