ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ออกแถลงชี้แจงเกี่ยวกับการดำเนินงานของธปท.ในช่วงที่ผ่านมา เนื่องจากถูกโจมตีจากหลายฝ่าย
โดยเฉพาะฝ่ายการเมืองว่ากำลังทำให้เศรษฐกิจของประเทศเกิดความเสียหายอย่างไรร้าย เนื่องจากบริหารงานปล่อยให้ค่าเงินบาทเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าอย่างมาก ที่สำคัญคือส่งผลกระทบต่อภาคส่งออกของไทยทำให้ไม่สามารถแข่งขันได้ เนื่องจากค่าเงินบาทแข็งค่ากว่าประเทศคู่แข่ง ยิ่งกว่านั้นกระทรวงพาณิชย์ยังเข้ามาร่วมวงอีกว่าข้าวไทยส่งออกได้น้อย เนื่องจากค่าเงินบาทแข็งค่า
อีกติดตามรายละเอียดของการวิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องค่าเงินบาท ประเด็นอยู่ตรงผลกระทบต่อภาคส่งออกของไทย ซึ่งมีการถกเถียงและโต้แย้งกันไปมาระหว่างรัฐบาลกับธปท. ขณะที่ภาคเอกชนแม้จะออกมาโวยวาย แต่ก็ไม่ได้โต้แย้งอย่างหนักแน่นมากนัก ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องน่าแปลกว่าทำไมเมื่ออ้างว่าเดือดร้อนจากค่าเงินบาทแข็งค่า แต่กลับไม่ได้แสดงข้อมูลใดๆออกมาเพื่อยืนยันเหตุผลดังกล่าว จึงทำให้สงสัยว่าเมื่อดูจริงๆ แล้ว ภาคเอกชนก็ไม่มีข้อมูลอะไรมายืนยันว่ากระทบอย่างไร หรือมีข้อมูลแต่อาจเป็นข้อมูลที่ไม่ตรงกับกระแสผลกระทบจากค่าเงิน
แต่ธปท.แถลงเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมานั้น กลับมีข้อมูลย้อนหลังและเป็นข้อมูลที่ยืนยันจุดยืนของธปท.มาโดยตลอดว่าค่าเงินบาทมีส่วนไม่มากนักต่อการส่งออกของไทย ทั้งนี้ ธปท.ได้แสดงข้อมูลให้เห็นว่าตั้งแต่ปี 2548 ค่าเงินบาทจากระดับกว่า 40 บาท/ดอลลาร์ มีแนวโน้มแข็งค่ามาโดยตลอด จนกระทั่งถึงต้นปี 2556 ที่ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวที่ระดับ 29-30 บาท/ดอลลาร์ แต่ปรากฏว่ามูลค่าการส่งออกของไทยกลับมีทิศทางที่เพิ่มขึ้นมาโดยตลอด ซึ่งข้อมูลที่ได้มานั้น ธปท.ประเมินจากข้อมูลของกรมศุลกากร ซึ่งอยู่ในสังกัดกระทรวงการคลัง
นอกจากนี้ ธปท.ยังเห็นว่าการส่งออกของไทยขึ้นกับเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าเป็นสำคัญ โดยเสนอข้อมูลที่ชี้ให้เห็นว่าในช่วงเวลาเดียวกันนั้น อัตราการขยายตัวของการส่งออกของไทย เมื่อนำมาเทียบกับการขยายตัวเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้า ปรากฏว่ามีลักษณะสอดคล้องกันอย่างมาก กล่าวคือในช่วงที่เศรษฐกิจประเทศคู่ค้าชะลอ การส่งออกของไทยก็ชะลอตัวตามไปด้วย ในขณะที่เศรษฐกิจประเทศคู่ค้าขยายตัว การส่งออกของไทยก็เติบโตตามไปด้วย ซึ่งจะเห็นได้ว่าข้อมูลดังกล่าวเป็นเหตุผลที่ธปท.หยิบยกมาโดยตลอด
ยิ่งกว่านั้น หากประเมินจากมูลค่าการส่งออกของไทย ปรากฏว่าผู้ส่งออกของไทยไม่นิยมประกันความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงค่าเงินบาท มีเพียงประมาณ 25% เท่านั้นที่ประกันความเสี่ยง ซึ่งผู้ส่งออกไม่ประกันความเสี่ยงนั้นมองได้หลายด้าน ในด้านหนึ่ง ผู้ส่งออกของไทยเก่ง ไม่จำเป็นต้องประกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน แต่มองอีกด้าน การส่งออกของไทยต้องพึ่งพาความช่วยเหลือจากภาครัฐอยู่มาก ทั้งค่าเงินและการหาตลาด ดังนั้นเมื่อเกิดปัญหาขึ้น ก็มักจะแบมือขอความช่วยเหลือจากรัฐในแทบทุกเรื่อง
เราเห็นว่าประเด็นค่าเงินบาทกับส่งออกของไทยนั้น เป็นประเด็นถกเถียงกันมานานในแทบทุกรัฐบาล แต่ในครั้งนี้ถือว่าถกเถียงกันยาวนานมากท่ามกลางการชะลอตัวของเศรษฐกิจ ในเมื่อรัฐบาลจะจัดประชุมร่วมกับภาคเอกชน เราอยากให้ถกเถียงให้ได้ข้อเท็จจริงกันเสียทีว่าสถานะของผู้ส่งออกของไทยเป็นอย่างไร เพราะขณะนี้ดูเหมือนว่าเดือดร้อนกันอย่างหนัก เราเชื่อว่าคนไทยจำนวนมากก็อยากรู้กันจริงๆเสียทีว่าความขัดแย้งที่เกิดขึ้นนั้นมีพื้นฐานจากความจริงมากน้อยแค่ไหน เราหวังว่าท่าทีถกเถียงอย่างเอาเป็นเอาตายที่ผ่านมา ไม่ใช่ถกเถียงกันเนื่องจากตั้งโจทย์กันผิด เพราะนั่นจะหมายถึงว่าเสียเวลากับเรื่องที่ไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง






