"ประชาคมอาเซียน" กลายเป็นกระแสยอดนิยมที่บุคคลหน้าไหนก็ต้องกล่าวถึง
เวลานี้ไม่ว่าเราจะเข้าไปสู่วงการใด รับรองว่าไม่มีทางหลีกเลี่ยงคำที่มีความหมายเลิศหรูอลังการคำนี้อย่างแน่นอน แม้ว่าจะยอมรับว่าเรื่องนี้มีความสำคัญที่จะส่งผลกระทบกับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนภายหลังจากการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน แต่การโหมเร่งสร้างกระแสโดยเฉพาะจากบุคคลหรือองค์กรที่ไม่มีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องมีแต่จะทำให้ประชาชนสับสนวุ่นวายเข้าใจผิดกันหนักหนาสาหัสสากรรจ์มากยิ่งขึ้น ซึ่งก็มีทั้งหน่วยงานและบุคคลที่พยายามลุกขึ้นมาดำเนินการเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้เพื่อให้องค์กรหรือตนเองรวมทั้งสร้างกระแสเพื่อให้ภาคส่วนต่างๆ เห็นความสำคัญตื่นตัวเท่าทันกระแสการเปลี่ยนแปลงร่วมสมัย ทั้งนี้ยังรวมไปถึงการสร้างกระแสเพื่อยกระดับและสร้างภาพลักษณ์ที่สนับสนุนให้มองเห็นถึงความสำคัญขององค์กรหรือตนเองอีกทางหนึ่งด้วย
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ไม่แตกต่างจากสถานการณ์อื่นๆ ที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วก่อนหน้านี้ อาทิเช่น การออกมาปลุกกระแสความตื่นเต้นกับสภาวะ “โลกาภิวัตน์” (globailisation) หรือการเปลี่ยนแปลงของโลกภายหลังเข้าสู่สหัสวรรษใหม่ (millennium) เมื่อหลายปีก่อน จึงเป็นไปได้ว่าจะมีบุคคลและองค์กรที่ถือโอกาสสถาปนาตนเองว่าเป็นผู้มีความเชี่ยวชาญด้วยการใช้ประโยชน์จากสถานการณ์การเกิดขึ้นของ "ประชาคมอาเซียน" เพื่อไม่ให้ตกยุคสมัยและพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลง ทั้งที่ตนเองไม่เข้าใจลึกซึ้งถึงความเกี่ยวข้องสัมพันธ์ระหว่างเนื้อหาต่างๆ และบริบทของความเป็นประชาคมอย่างถูกต้องแท้จริง จึงกลายเป็นว่าเรื่องราวสิ่งต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับตนเองที่ควรจะมีความรู้กลับไม่มีความเข้าใจถูกต้องแท้จริง ผลร้ายที่ตามมายังทำให้น่าเชื่อว่าประชาชนจำนวนมากจะเบื่อหน่ายเอือมระอากับการได้รับฟังคำคำนี้วันละหลายเวลาอย่างแน่นอน
นอกจากนี้แล้วเรื่องนี้ทำให้นึกถึงอาการภูมิคุ้มกันเสื่อม (Acquired Immune Deficiency Syndrome - AIDS) หรือ "กระแสเอดส์ฆ" ที่เกิดขึ้นเมื่อประมาณยี่สิบปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นกรณีศึกษาที่มีความใกล้เคียงกัน ในเวลานั้นไม่ว่าบุคคลหรือองค์กรใดต่างพยายามโยงใยภารกิจของตนให้มุ่งหน้าเข้าหาหรือมีส่วนร่วมกับ ‘กระแสเอดส์’ ซึ่งปัจจัยที่ก่อให้เกิดกระแสสังคมที่เป็นความนิยมในเวลานั้น อันเนื่องมาจากการดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่อยู่ในความสนใจของสังคมมักจะได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานที่พิจารณาอนุมัติตามกระแสสังคมไปในทิศทางเดียวกัน จนดูราวกับว่าหากโครงการหรือกิจกรรมปรากฏคำว่า ‘เอดส์’ แล้วเป็นอันอนุมัติให้ผ่านไปได้ทันทีโดยไม่ต้องพิจารณาเนื้อหาสาระแต่อย่างใด เราจึงได้พบเห็นสารพัดโครงการหรือกิจกรรมจำนวนมากเคลื่อนไหวเข้าหากระแสสังคมเพื่อบรรลุเป้าหมายตามตัวชี้วัดเพื่อความอยู่รอดขององค์กรมากกว่ามุ่งดำเนินภารกิจเพื่อเป้าหมายที่แท้จริงขององค์กร
เช่นเดียวกับกระแส "คลื่นลูกที่สาม" (The Third Wave) ที่เคยคาดว่าจะนำประเทศไทยร่วมขบวนประเทศอุตสาหกรรมใหม่ (Newly Industrialized Countries : NIC) เป็น "เสือตัวที่ห้า" โดยก้าวจากสังคมเกษตรกรรมมาสู่สังคมอุตสาหกรรม และกำลังจะเข้าสู่สังคมยุคสารสนเทศ ได้ก่อให้คนไทยเกิดกระแสตื่นตัวมาแล้ว แต่เป็นเพียงการตื่นขึ้นมา ‘รับทราบ’ เพื่อร่วมขบวนไปกับกระแสร่วมสมัยที่เกิดขึ้น ตื่นเต้นไปกับสิ่งนั้นระยะเวลาหนึ่ง หลังจากนั้นแล้วก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นตามมา
เราเคยตั้งคำถามกับตนเองหรือไม่ว่า “เรารู้เท่าทันสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปจริงหรือไม่” สังเกตว่าในเวลานี้คนไทยใช้เทคโนโลยีและอุปกรณ์สื่อสารที่มีความสะดวกมากยิ่งขึ้นกว่าในอดีต แต่หากพิจารณาแล้วจะพบว่าคนไทยส่วนใหญ่กลับไม่ได้เรียนรู้หรือใช้ประโยชน์จากความทันสมัยของเทคโนโลยีนั้นอย่างถูกต้องจริงจัง เทคโนโลยีไม่เพียงเป็นช่องทางให้เกิดการสร้างช่องว่างของความความได้เปรียบเสียเปรียบกันมากขึ้นเท่านั้น ยังรวมไปถึงการใช้เทคโนโลยีที่ขาดความเข้าใจลึกซึ้ง อันเนื่องมาจากการได้ข้อมูลมาอย่างรวบรัดและง่ายดายจนมองไม่เห็นความสำคัญและไม่มีความลุ่มลึกในเนื้อหาสาระจากข้อมูลนั้นๆ
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนอย่างหนึ่งก็คือ อุปสรรคในการจัดการเรียนการสอนที่ประสบกับปัญหาที่คล้ายคลึงกัน กล่าวคือ โจทย์ที่มอบหมายให้นิสิตนักศึกษาเพื่อคาดหวังให้ดำเนินการศึกษาค้นคว้าเพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจเท่าทันการเปลี่ยนแปลง โดยอาศัยการทำความเข้าใจ คิดวิเคราะห์เชื่อมโยงเพื่อนำมาใช้ตอบคำถามกลับสร้างให้ผู้เรียนกลายเป็น "นักตัดแปะ" (copy and paste) ที่ไม่มีความเข้าใจอย่างแท้จริง ขาดความพยายามขวนขวายกระตือรือร้นเพื่อให้ตนเองเป็น "ผู้รู้จริง" ที่มีความเข้าใจอย่างถูกต้องลึกซึ้งในเนื้อหาสาระนั้นๆ เช่นนี้แล้วอุปกรณ์และเทคโนโลยีที่ควรจะมีส่วนช่วยสนับสนุนให้บุคคลเกิดการเรียนรู้ได้อย่างสะดวกมากยิ่งขึ้น กลับไม่ช่วยให้บุคคลมีความรู้อย่างที่ควรจะเป็น เหตุผลสำคัญก็คือเราใช้ประโยชน์จากอุปกรณ์และเทคโนโลยีเหล่านี้ไม่ถูกต้อง แต่นำมาใช้เพียงเพื่อให้ตนเองสามารถร่วมขบวนไปกับกระแสสังคมได้อย่างไม่อายบุคคลอื่นเท่านั้น
ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจสำหรับสังคมไทย หากในเวลานี้ไม่ว่าแวดวงใดก็ตาม เราจะพบเห็นคำว่า “ประชาคมอาเซียน” มากมายเต็มไปหมด ทั้งๆ ที่บางเรื่องราวอาจไม่มีความจำเป็นต้องเชื่อมโยงหรือนำเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องแต่อย่างใดกับคำนี้เลย ราวกับว่าคำนี้เป็น "ยาวิเศษ" ที่จะช่วยให้ได้รับการสนับสนุนหรือดูร่วมสมัยเข้ากันกับกระแสที่กำลังมาแรงอยู่ในขณะนี้
... ทำให้นึกไปถึงคำพูดเก๋ๆ ยอดฮิตทางโทรทัศน์เมื่อหลายปีก่อน ที่กล่าวว่า “นึกอะไรไม่ออก บอก...” ก็คงจะต้องบอกว่า “นึกอะไรไม่ออก บอกประชาคมอาเซียน” ..ดังนั้น จึงไม่ทราบว่าหากหมดกระแส ‘ประชาคมอาเซียน’ ไปแล้ว ในโอกาสข้างหน้าสังคมไทยจะหันไปหากระแสอะไรมาเป็น “จำเลยทางความคิด” มาเป็นช่องสร้างกระแสให้กับตนเองเพื่อคลายความเหงาและสร้างความเบื่อหน่ายให้กับสังคมกันต่อไป









