วันจันทร์ ที่ 19 ตุลาคม 2569

Login
Login

วัฒนธรรมวิพากษ์วิจารณ์ ต้องไม่เสื่อมทรุดเป็นการ ‘ด่าทอ’

เสียงต่อต้านเกรียวกราวในแวดวง social media เมื่อข่าวออกมาว่า กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที)

เตรียมดำเนินการเอาผิดผู้โพสต์ข้อความตามเว็บไซต์ต่างๆ โจมตีนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร

ฟังครั้งแรกเหมือนจะเป็นว่ากระทรวงไอซีที จะปิดปากคนทั่วไปไม่ให้วิจารณ์นายกฯ แต่วันต่อมารัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯบอกว่า คำเตือนเรื่องนี้ไม่ใช่มุ่งเฉพาะนายกรัฐมนตรี หากแต่เป็นหลักการทั่วไป เชื่อว่าการดำเนินการทางกฎหมายในลักษณะนี้เหมือนกับการบังคับใช้กฎหมายทั่วไป

ข่าวแรกมาจากรัฐมนตรีไอซีที คุณอนุดิษฐ์ นาครทรรพ ข่าวชิ้นหลังเป็นของรัฐมนตรีวราเทพ รัตนากร

เนื้อหาละม้ายกันตรงที่ว่าต่อไปนี้ใครเขียนข้อความในเว็บไซต์ไหน หมิ่นประมาทใครก็จะมีการดำเนินคดีกันอย่างจริงจัง ไม่จำเป็นว่าคนเสียหายจะเป็นผู้นำประเทศหรือไม่

วันต่อมา รัฐมนตรีไอซีที ยืนยันการสั่งปิดเว็บไซต์ได้นั้นเป็นอำนาจของศาล กระทรวงมีหน้าตาสอดส่องดูแล และไม่มีสองมาตรฐานอย่างที่กล่าวหากันในการปฏิบัติต่อผู้นำประเทศและชาวบ้านทั่วไปอย่างเรา ๆ ท่าน ๆ

โฆษกรัฐบาลคุณทศพร เสรีรักษ์ อธิบายเพิ่มเติมว่าที่มีข่าวออกมาเช่นนั้นไม่ได้หมายความว่าใครจะวิพากษ์วิจารณ์นายกฯไม่ได้ รัฐบาลเปิดใจกว้างรับฟังความเห็นเต็มที่ แต่ไม่ใช่ด้วยถ้อยคำรุนแรง ไม่สุภาพ เหมือนสนุกปากมากกว่า

คุณทศพร บอกว่า แม้แต่ฝ่ายที่เห็นด้วยกับรัฐบาลเองก็ไม่ควรใช้ถ้อยคำที่หยาบคายตอบโต้ไปมาด้วย

ข่าวแรกที่ออกมาในประเด็นนี้ สื่ออ้างคำพูดของรัฐมนตรีอนุดิษฐ์ ว่าการที่มีผู้โพสต์ข้อความตามเว็บไซต์ต่าง ๆ ที่มีเนื้อหา “ด่าทอ” ผู้นำประเทศหรือใครก็ตาม ถือเป็นหน้าที่ของไอซีทีที่จะเข้าไปดูแลหากได้รับแจ้งหรือตรวจพบ จะติดต่อให้เจ้าของเว็บไซต์นั้น ๆ ลบข้อความดังกล่าวทันที หรือหากเป็นเว็บไซต์ที่ตั้งขึ้นด้วยวัตถุประสงค์ในการด่าทอว่าร้าย หมิ่นประมาทโดยเฉพาะ ทางไอซีทีก็มีอำนาจในการระงับเว็บไซต์ดังกล่าวทันทีเช่นกัน

รัฐมนตรีไอซีทีสำทับด้วยว่าโทษจากการโพสต์ข้อความด่าทอ ว่าร้ายผู้อื่นให้เกิดความเสียหายทางเว็บไซต์ เข้าข่ายความผิดหมิ่นประมาท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตราที่ 326 มีโทษปรับไม่เกิน 2 หมื่นบาท จำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ

ประเด็นที่ก่อให้เกิดเสียงวิจารณ์อยู่ตรง “ด่าทอผู้นำประเทศหรือใครก็ตาม” นี่แหละ...เพราะทำให้เกิดความรู้สึกได้ว่าถ้า “ผู้นำ” ไม่ถูก “ด่าทอ” ก็จะไม่มีความตื่นตัวจากกระทรวงไอซีทีหรืออย่างไร?
อีกทั้งมีคำถามตามมาทันทีว่าเว็บไซต์ที่มีข้อความหมิ่นสถาบันที่มีผู้ร้องเรียนมาช้านานหลายต่อหลายเว็บไซต์นั้นได้รับความสนใจหรือมีการดำเนินคดีมากน้อยเพียงใด หากมีการรายงานต่อประชาชนก็จะเป็นการยืนยันได้ว่าเป็นการดำเนินการตามหน้าที่ปกติของกระทรวง มิใช่เป็นเพราะช่วงนี้มีการวิจารณ์นายกฯ จึงเกิดความตื่นตัวจะเอาจริงเอาจังขึ้นมา

ความจริงเรื่องการ “ด่าทอ” นั้นย่อมจะผิดด้วยประการทั้งปวง ไม่ว่าใครเป็นผู้ถูกกระทำ แต่ในกรณี “บุคคลสาธารณะ” หรือผู้อาสามาทำงานรับใช้ประชาชนนั้นจะต้องเปิดให้มีการวิพากษ์วิจารณ์กว้างขวางกว่าคนธรรมดา และตามกฎหมาย, หากเป็นการวิจารณ์ด้วยเจตนาบริสุทธิ์ แสดงความไม่เห็นด้วยอย่างตรงไปตรงมา ก็ย่อมถือเป็นการ “ด่าทอ” ไม่ได้

ผมเห็นด้วยครับว่าภาษาที่ใช้ในแวดวง social media ช่วงหลังนั้นค่อนข้างจะรุนแรงและหลายครั้งก็ใช้อารมณ์ ทั้งฝ่ายเห็นด้วยและฝ่ายคัดค้านรัฐบาล ดังนั้น จึงควรจะต้องมีการปรามกันทั้งสองฝ่าย ให้มีมาตรฐานของ “วัฒนธรรมแห่งการวิพากษ์วิจารณ์” ที่สูงขึ้นกว่าที่เป็นอยู่

ตั้งแต่ความขัดแย้งในสังคมหนักหน่วงขึ้น มีการแบ่งขั้วทางการเมืองกันมากขึ้น วัฒนธรรมแห่งการวิจารณ์ก็เสื่อมถอยลง แทนที่จะเคารพในความเห็นที่แตกต่างและแสดงเหตุและผลกันในระบอบประชาธิปไตยที่ถูกต้อง, กลับมีการใช้ภาษาหยาบคายและรุนแรง

วัฒนธรรมวิจารณ์จึงกลายเป็นการ “ด่าทอ” ซึ่งไม่ช่วยให้สังคมไทยหาทางออกจากหลุมดำแห่งความขัดแย้งนี้ได้เลย

การใช้กฎหมายจัดการกับข้อความหมิ่นประมาทนั้นถูกต้อง, แต่ต้องไม่ออกมาในรูปของการปกป้องผู้นำประเทศเท่านั้น

เพราะวัฒนธรรมด่าทอนับวันจะกลายเป็นมาตรฐานของการแลกเปลี่ยนความเห็นในสังคมไทยที่เสื่อมทรุดเพราะไม่มีใครยอมฟังใคร และฝ่ายมีอำนาจยืนยันจะไม่ฟังเสียงแปลกแยก ขณะที่เสียงคัดค้านก็เริ่มจะเชื่อว่าพูดจาภาษาปกติไม่มีผลอะไรอีกต่อไปแล้ว

การรื้อฟื้นวัฒนธรรมวิพากษ์วิจารณ์ที่มีมาตรฐานสากลเท่านั้นจึงจะทำให้เราหลุดรอดจากกับดักแห่งความขัดแย้งที่ยืดเยื้อยาวนานนี้ได้