รัฐมนตรีต่างประเทศ ยืนยันว่า จะเชียร์ให้ นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ปราศรัยต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าจะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์
จากคนไทยบางกลุ่ม ต่อคำปราศรัยที่มองโกเลีย เมื่อเร็ว ๆ นี้
คุณสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล บอกว่า การที่ผู้นำประเทศไทยไปกล่าวคำปราศรัยในที่ต่างๆ นั้น เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ จึงควรจะต้องทำต่อไป
เป็นความเห็นที่ถูกต้อง...หากผู้นำประเทศแสดงวิสัยทัศน์ของประเทศไทยที่ไม่สร้างความขัดแย้งเพิ่มเติมในบ้าน และเสนอทางออกที่บ้านเมืองจะหลุดจาก “หล่ม” หรือ “กับดัก” ทางการเมืองที่ติดค้างมาช้านาน
ยังมีคำถามว่า คำปราศรัยของนายกฯ ที่ เมืองอูลันบาตอ ของ มองโกเลีย เมื่อวันที่ 29 เมษายน นั้น เป็นความรู้สึกที่แท้จริงของคุณยิ่งลักษณ์ หรือไม่ เพราะที่ผ่านมาในฐานะผู้นำประเทศ คุณยิ่งลักษณ์ ไม่เคยแสดงจุดยืนกร้าวในลักษณะการเผชิญหน้ากับฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลเช่นนี้
คนร่างคำปราศรัย หรือคนที่สั่งให้ร่างคำปราศรัย อาจต้องการใช้แผน “โลกล้อมประเทศ” เพื่อบรรลุเป้าหมายทางการเมืองในประเทศ แต่การที่นายกรัฐมนตรีของประเทศไทย นำประเด็นขัดแย้งในบ้าน ไปขยายความในเวทีที่ประชุม “ประชาคมประชาธิปไตย” อย่างนั้น ย่อมไม่เกิดผลทางด้านการสร้างความเข้าใจเรื่องประชาธิปไตยในเวทีสากลหรือในบ้านของเราเอง
เพราะว่าคนฟังที่มายังประเทศอื่น ก็คงจะงง ๆ กับคำปราศรัยของผู้นำไทย ที่วิจารณ์คนอีกฟากหนึ่งทางการเมือง มิได้เป็นการเสนอวิสัยทัศน์ในอันที่จะส่งเสริมประชาธิปไตยในประเทศไทยในรูปแบบที่จะให้อยู่ร่วมกันได้โดยไม่เกิดการเผชิญหน้า
ภาพลักษณ์ของ นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ตลอดเวลาที่ดำรงตำแหน่งผู้นำประเทศ คือ เป็นผู้พร้อมจะรับฟังทุกฝ่าย หลีกเลี่ยงการประจันหน้ากับฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาล และให้กรณีคุณทักษิณ เป็นไปตามครรลองกฎหมายของบ้านเมือง อีกทั้งยังพยายามสวมบทของการสร้างความปรองดองภายในประเทศ
แต่การอ่านคำปราศรัยที่มองโกเลียวันนั้น ทำให้บทบาทนั้น สลายหายไปต่อหน้าต่อตาทันที
ความหวังที่จะให้ผู้นำประเทศ เป็นผู้สร้างบรรยากาศแห่งความสมานฉันท์ ระดมความเห็นทุกฝ่ายเพื่อที่จะลดความขัดแย้ง และหันมาพูดจาถึงทางออกร่วมกันเพื่อประเทศชาติ ก็เป็นอันหดหายไปอย่างน่าเสียดายเช่นกัน
นายกฯ ยิ่งลักษณ์ บอกว่า เนื้อหาของคำปราศรัยวันนั้น เป็น “อุทาหรณ์” เพื่อไม่ให้สิ่งที่เคยเกิดขึ้นในการเมืองไทยเกิดขึ้นอีก
แต่ “อุทาหรณ์” ที่แท้จริง เห็นจะเป็นบทเรียนว่าการปราศรัยเวทีระหว่างประเทศสำหรับผู้นำของไทยนั้น จะต้องมีความสง่างามและตอกย้ำ “ความเป็นประเทศไทย” มากกว่าการเน้นประเด็นที่ฝ่ายรัฐบาลไม่เห็นพ้องกับฝ่ายตรงข้ามในประเทศ
เพราะคำว่า “ประชาธิปไตย” มีหลายรูปแบบและหลายสูตร และการตีความว่าอะไรคือ “ประชาธิปไตย” ก็ไม่อาจจะผูกขาดโดยผู้มีอำนาจในขณะใดขณะหนึ่งได้
ทุกหัวข้อที่ผู้นำไทยหยิบขึ้นมาวิพากษ์ฝ่ายตรงข้ามในบ้าน ก็มีข้อแย้งกลับทุกประเด็น อยู่ที่ว่าคนฟังเห็นพ้องกับฝ่ายไหน และต่างฝ่ายต่างก็อ้างว่า ตนเป็น “ประชาธิปไตย” มากกว่าอีกฝ่ายหนึ่งได้ทั้งสิ้น
“อุทาหรณ์” ก็คือ คำปราศรัยของผู้นำประเทศในเวทีระหว่างประเทศนั้น หากจะกล่าวถึงสถานภาพการเมืองของไทย ก็ควรจะต้องเป็นคำกล่าวของนายกรัฐมนตรีแทนคนไทยทุกฝ่ายทุกหมู่เหล่า ทั้งที่เป็นฝ่ายรัฐบาล และฝ่ายที่ไม่จำเป็นต้องเห็นพ้องกับรัฐบาล
“อุทาหรณ์” สำหรับนายกฯ ก็คือว่าในคำปราศรัยระหว่างประเทศจากนี้ไปควรจะต้องแสดงวิสัยทัศน์ในฐานะผู้นำ ในอันที่จะแก้ปัญหาความขัดแย้งทางความเห็น แสดงจุดยืนที่ชัดเจนว่าประชาธิปไตยหมายถึงการรับฟังความเห็นของทุกฝ่าย
จะออกมาในลักษณะที่ถูกตีความว่าเป็นการปกป้องตนหรือกลุ่มตน และกล่าวร้ายฝ่ายอื่นในกระบวนการทางการเมือง ที่ต่างก็มีผลประโยชน์ส่วนตนไม่ได้ เพราะจะเสียสถานภาพของความเป็น “ผู้นำประเทศ”
ยิ่งเมื่อประชาคมโลกรับรู้ว่าการเมืองประเทศไทย มีความขัดแย้งสูงต่อเนื่องมาหลายปี และเขารู้ด้วยว่าตัวละครของความขัดแย้งระดับชาติมีใครบ้าง และผู้นำไทยปัจจุบันมีความเกี่ยวพันกับตัวละครเหล่านั้นอย่างไร จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ นายกฯ ยิ่งลักษณ์ จะแสดงแนวทางการสร้างความสมานฉันท์ของชาติ มิใช่ตอกย้ำความแตกแยก ให้สังคมโลกท้อแท้หวั่นหวาดต่ออนาคตของไทย
คนข้างนอกบางส่วนที่เขาเลือกข้างอยู่แล้ว ไม่ว่า นายกฯ ไทย จะพูดอย่างไร ก็คงเปลี่ยนวิธีคิดของเขาไม่ได้
เข้าใจได้ หาก นายกฯ บอกว่า ในสายตาของตนเองนั้น รัฐธรรมนูญไทยฉบับปัจจุบันยังไม่เป็นประชาธิปไตยเพียงพอ จึงควรจะต้องมีการแก้ไข
ฟังได้ด้วยซ้ำที่ นายกฯ จะบอกประชาคมโลก ว่า รัฐบาลเห็นพ้องกับข้อเสนอร่างกฎหมายนิรโทษกรรมเพื่อการปรองดองแห่งชาติ
หรือจะประกาศแข็งขันว่าจะต่อต้านความพยายามรัฐประหารของฝ่ายทหารหรือฝ่ายใด ก็ยังย้ำความหนักแน่นของผู้นำพลเรือนไทยได้ดี
แต่เมื่อข้ามเส้นไปกล่าวหาว่าอีกฝ่ายหนึ่งเป็นเผด็จการ หรือต้องการล้มล้างประชาธิปไตย หรือกล่าวโยงใยถึงครอบครัวตนเอง นั่นย่อมทำให้ความศักดิ์สิทธิ์แห่งความเห็นในฐานะผู้นำประเทศ ลดทอนลงทันที
แต่สำหรับคนต่างประเทศส่วนใหญ่แล้ว เขาต้องการเห็นประเทศไทยคืนสู่ความเป็นประเทศ ที่มีความสมัครสมานสามัคคี ทุกฝ่ายเคารพกติกาประชาธิปไตย และกลับสู่ภาวะปกติของบ้านเมืองอย่างที่พวกเขาต้องการจะเห็น
ความคาดหวังของคนข้างนอกต่อผู้นำประเทศไทย จึงสูงกว่าที่คนร่างคำปราศรัยฉบับนี้ จะเข้าใจ...หลายเท่านัก









