แล้วเกือบทุกอย่างก็เป็นไปตามที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้ เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ดร. มาริโอ ดรากิ ประธานธนาคารกลางยุโรปหรืออีซีบี
ได้ประกาศลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงร้อยละ 0.25 เหลือร้อยละ 0.5 ในขณะที่อัตราดอกเบี้ยเงินฝากยังคงเดิมที่ร้อยละ 0 โดยการตัดสินใจดังกล่าวสอดคล้องกับการที่เศรษฐกิจของยุโรปอยู่ในภาวะถดถอยและการคาดการณ์ของอัตราเงินเฟ้อก็ยังไม่เกิน ร้อยละ 2 ซึ่งเป็นเป้าหมายของธนาคารกลางยุโรป อีกทั้งนโยบายการเงินของธนาคารกลางยุโรปจะยังอยู่ในโหมดที่ผ่อนคลายจนกว่าเศรษฐกิจของยุโรปจะกระเตื้องขึ้น ซึ่งจะมีการประเมินเป็นระยะๆ อีกด้วย
นอกจากนี้ ประกาศว่ายังคงนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายจนถึงสิ้นปี 2014 รวมถึงการปล่อยกู้เงินกู้อัตราดอกเบี้ยต่ำอายุ 3 เดือน ที่เรียกว่า Longer-Term Refinancing Operations (LTROs) จนถึงสิ้นปี 2014 เช่นกัน
ท้ายสุด ทางอีซีบียังตัดสินใจที่จะเริ่มปรึกษากับหน่วยงานของยูโรอื่นๆ ในการสร้างตลาดหลักทรัพย์ที่มีสินทรัพย์ประเภทสินเชื่อที่ปล่อยกู้ให้กับบริษัทเอกชนซึ่งมิใช่สถาบันการเงินค้ำประกัน และที่ถือว่าเป็นไฮไลต์นั้นมีอยู่ 2 จุด คือ นายดรากิกล่าวอย่างกว้างๆ ถึงเรื่องที่จะปล่อยกู้ให้กับ SME โดยธนาคารกลางยุโรป และการที่นายดรากิไม่ปฏิเสธที่จะยอมให้ระดับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่ธนาคารพาณิชย์ฝากไว้กับธนาคารกลางซึ่งขณะนี้เท่ากับศูนย์มีค่าติดลบในอนาคต
ผมขอพูดถึงประเด็นที่น่าสนใจ ของมาตรการของอีซีบีในเที่ยวนี้อยู่ 4 ประการ ได้แก่
หนึ่ง ในแง่ของการปฏิบัติจริงสำหรับการให้สินเชื่อต่อ SME ของอีซีบีนั้น ยังมีความคลุมเครือว่า อีซีบีจะทำการซื้อสินทรัพย์จากผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็กโดยตรงเท่านั้น โดยทางเลือกดังกล่าวจะช่วย SME ได้เป็นอย่างมากเนื่องจากความเสี่ยงของ SME จะถูกโยกออกมาให้อีซีบีเป็นผู้รับภาระ และควรจะมีขนาดเป็นหมื่นล้านยูโรเพื่อให้เกิดผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่ออุตสาหกรรมดังกล่าว ในทางกลับกัน ในกรณีที่เป็นเพียงแค่ให้หน่วยงานภายในอีซีบีหรือคณะกรรมการยูโรเป็นผู้ค้ำประกันสินเชื่อ SME หรือแค่เป็นการให้ความช่วยเหลือด้านสภาพคล่องต่อ SME เพียงแค่นั้น ผลประโยชน์ที่ SME จะได้รับจะมีไม่ค่อยมาก เนื่องจากเป็นการให้ความช่วยเหลือเพียงทางอ้อมเท่านั้น
สอง การจะยอมให้ระดับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากมีค่าติดลบ ประเด็นนี้ถือเป็นที่ฮือฮาของแถลงการณ์จากนายดรากิโดยแท้จริง แน่นอนว่าเป็นการกระตุ้นให้ผู้ฝากเงินใช้จ่ายเพิ่มขึ้นแทนที่จะฝากเงินไว้กับแบงก์เฉยๆ รวมถึงเดนมาร์กและสวีเดนก็เคยใช้มาตรการได้ผลในระดับที่ไม่เลวนัก อย่างไรก็ดีทั้งคู่ถือได้ว่ามีขนาดเศรษฐกิจที่ไม่ใหญ่มากนัก ทว่าการประกาศมาตรการดังกล่าวใช้กับยูโรถือเป็นน้องๆ งานช้างที่มีผลกระทบต่อภาพรวมในมิติต่างๆ จำเป็นต้องมีการประเมินอย่างรอบคอบก่อนจะตัดสินใจลงมือปฏิบัติจริง
สาม แม้ว่าแนวคิดการรัดเข็มขัดจะถูกดิสเครดิตไปค่อนข้างมากเมื่อกลางเดือนที่แล้ว จากการที่พบข้อผิดพลาดในการคำนวณของบทความยอดนิยมที่มักถูกใช้อ้างอิงถึงผลดีของการรัดเข็มขัด กระนั้นก็ตาม นายดรากิก็ยังยืนยันว่า การรัดเข็มขัดในยูโรจำเป็นต้องดำเนินการต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตัดลดค่าใช้จ่ายภาครัฐ อย่างไรก็ดี ในวันรุ่งขึ้น ทางคณะกรรมการยูโรก็ได้ส่งสัญญาณการผ่อนคลายความเข้มข้นในการรัดเข็มขัดของรัฐบาลในยูโรเป็นครั้งแรก ด้วยการยอมให้ฝรั่งเศสและสเปนสามารถขาดดุลงบประมาณภาครัฐต่อจีดีพีเกินอัตราร้อยละ 3 ออกไปอีก 2 ปี ซึ่งถือว่าผิดความคาดหมายของตลาดที่คิดว่าจะเลื่อนให้อีกเพียงหนึ่งปี โดยประมาณการของอัตราส่วนดังกล่าวแสดงไว้ดังรูป
และท้ายสุด ความเป็นไปได้ของนโยบายต่างๆ ซึ่งถือเป็นอาวุธหลักๆ ที่เหลืออยู่ในมือของธนาคารกลางยุโรปสำหรับการประชุมครั้งถัดไป แสดงไว้ดังตาราง
ผมมีความเชื่อว่า อีกไม่นาน นายดรากิ น่าจะมีมาตรการที่เซอร์ไพร์สบางอย่างออกมาให้ฮือฮาอีกครั้งเป็นคำรบที่สามครับ
หมายเหตุ หนังสือด้านการลงทุนด้วยข้อมูลเชิงมหภาคของผู้เขียน “จิบกาแฟ ท่องเน็ต เล่นหุ้น...ก็รวยได้” ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 3 มีวางจำหน่ายทั่วประเทศ และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นประเด็นธนาคารกลางยุโรปได้ที่ www.facebook.com/MacroView และ bonthr.blogspot.com ครับ









