วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ความชอบธรรม (Legitimacy) กับกระบวนการที่ชอบ (Due Process)

ความเข้าใจของประชาชนคนไทยจำนวนมากยังสับสนถึงการบริหารจัดการโครงการขนาดใหญ่ของรัฐ

ทั้งๆ ที่มีความเห็นสอดคล้องกันว่าเป็นโครงการที่จะก่อให้เกิดการแก้ปัญหาระยะยาวและเป็นผลดีกับประเทศมากกว่าผลเสีย โครงการที่ว่านี้คือโครงการบริหารจัดการน้ำมูลค่า 3.5 แสนล้านบาท และโครงการก่อสร้างระบบโลจิสติกส์เพื่อลดต้นทุนค่าขนส่งที่มีมูลค่ามากกว่า 2 ล้านล้านบาท ปัญหาคืออะไร และอะไรคือต้นเหตุของปัญหา

ในการบริหารจัดการโครงการไม่ว่าจะเป็นขนาดจิ๋ว เล็ก หรือขนาดใหญ่ของรัฐ มักจะหนีไม่พ้นจากการถูกจับจ้องความโปร่งใสในการบริหารจัดการโครงการ ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลใดก็ตาม ทั้งนี้ก็เพราะทั้งๆ ที่มีเสียงเรียกร้องของประชาชนที่ต้องการให้ทุกโครงการเป็นไปอย่างโปร่งใสตรวจสอบได้ แต่รัฐก็ดูเหมือนจะไม่ได้ให้ความสำคัญมากไปกว่าการทำตามนโยบายทางการเมือง และเพื่อประโยชน์ระยะสั้นในทางการเมือง

เมื่อสมัยที่กำลังศึกษาปริญญาเอกที่ต่างประเทศ เคยได้รับคำสั่งให้เขียนเรื่องที่เกี่ยวกับความชอบธรรมในทางการเมือง (Political Legitimacy) โดยเหตุที่มีพื้นฐานเป็นนักนิติศาสตร์ก่อนจะมาเรียนรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ งานเขียนจึงค่อนข้างมุ่งเน้นในเรื่องความถูกต้องตามกฎหมาย (Legality) ซึ่งเข้าใจว่าความชอบธรรมต้องมาจากความชอบด้วยกฎหมาย ถ้าไม่ชอบด้วยกฎหมายเสียแล้ว จะอ้างว่าชอบธรรมได้อย่างไร ในการเสนอบทความในชั้นเรียน ถูกโจมตีอย่างมากทั้งจากครูและเพื่อนร่วมชั้นเรียนว่า ความชอบด้วยกฎหมาย (Legality) ไม่ได้หมายความว่าจะชอบธรรม (Legitimacy) เสมอไป ความชอบด้วยกฎหมายเป็นเพียงส่วนหนึ่งที่เป็นพื้นฐานของความชอบธรรม ซึ่งมีตัวอย่างมากมายที่ความชอบธรรมไม่ได้มาจากความชอบด้วยกฎหมายอย่างเดียว และความชอบด้วยกฎหมายก็ไม่ได้นำไปสู่ความชอบธรรมเสมอไป ความชอบธรรมจะเกิดขึ้นได้ต้องเริ่มจากกระบวนการที่ชอบ (Due Process) ถ้าถูกกฎหมายแต่กระบวนการไม่ชอบ ก็ไม่อาจถือเป็นความชอบธรรมได้ ฉะนั้นเรื่องของความชอบธรรมจึงเป็นเรื่องที่มีความหมายกว้างไกลกว่าความชอบด้วยกฎหมาย และความชอบธรรมอาจรวมถึงบางสิ่งบางอย่างที่เป็นนามธรรม อาทิเช่น ความซื่อสัตย์ (Integrity) ความรับผิดชอบ (Accountability) ความโปร่งใสตรวจสอบได้ (Transparency)

การที่รัฐบาลหรือองค์กรของรัฐมีการดำเนินการโครงการใดๆ พึงต้องให้ความสำคัญกับความชอบธรรม (Legitimacy) และกระบวนการที่ชอบ (Due Process) การที่รัฐออกกฎหมายหรือถือเอากฎหมายที่มีอยู่เป็นหลักยึด นั่นไม่ใช่การสร้างความชอบธรรม (Legitimacy) แต่เป็นเรื่องที่ทำให้ชอบด้วยกฎหมาย (Legality) เท่านั้น ที่สำคัญก็คือกฎหมายที่นำมาใช้ก็เป็นกฎหมายที่ออกมาเพื่อประโยชน์ของการดำเนินการตามนโยบายของรัฐเป็นหลัก หลายๆ ครั้งก็ถูกบิดเบี้ยวจากระบบรัฐสภาที่อาศัยเสียงข้างมากของรัฐบาลออกกฎหมายในทางที่สมประโยชน์กับแนวทางที่รัฐบาลต้องการ ความถูกต้องตามกฎหมายในแง่นี้จึงเป็นสิ่งที่น่ากลัวมาก น่ากลัวยิ่งกว่าการคอร์รัปชันทางนโยบายเพราะเป็นกระบวนการที่เกิดแล้วเลิกยาก พระราชบัญญัติต่างๆ ที่มีอยู่ในขณะนี้ มีมากกว่าหกร้อยฉบับ ตั้งแต่พระราชบัญญัติคชบาลถึงพระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์ มีน้อยมากที่ออกมาแล้วถูกยกเลิก แม้ว่าในขณะนี้จะมีการตั้งคณะกรรมการปรับปรุงกฎหมาย แต่ก็ดูเหมือนจะไม่มีความคืบหน้าเท่าใดนัก เพราะทุกครั้งที่มีการพยายามที่จะยกเลิกหรือเปลี่ยนแปลงก็จะมีทั้งฝ่ายคัดค้านและฝ่ายที่เห็นด้วย ในที่สุดก็คงยังต้องยืดเยื้อต่อไปอีกไม่รู้นานเท่าไหร่

โครงการขององค์กรของรัฐขนาดเล็กๆ เช่นเรื่องการเวนคืนที่ดินเพื่อสร้างถนนโดยกระบวนการที่ไม่ชอบ มีการสรุปธงคำตอบไว้ล่วงหน้า แล้วสร้างเหตุผลประกอบเพื่อให้สมประโยชน์ กระทำทุกวิถีทางเพื่อให้เป็นไปตามกระบวนการที่ชอบด้วยกฎหมาย (Legality) มีการจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นอย่างรีบเร่ง นำประชาชนที่ไม่มีส่วนได้เสียมาร่วมประชุมและออกเสียงในที่ประชุม จัดทำสรุปเรื่องสิ่งแวดล้อมโดยไม่ได้ดำเนินการจริง แล้วมาประมวลว่าได้ดำเนินการตามขั้นตอนตามที่กฎหมายกำหนดแล้ว พร้อมสรุปว่าควรใช้เส้นทางนั้นเส้นทางนี้ อย่างนี้ถือเป็นกระบวนการที่ชอบ (Due Process) ไม่ได้ และเมื่อเป็นกระบวนการที่ไม่ชอบเสียแล้ว องค์กรของรัฐจะสรุปว่ามีความชอบธรรม (Legitimate) ได้อย่างไร

ที่น่าห่วงคือโครงการขนาดใหญ่ของรัฐบาลที่จะต้องใช้งบประมาณผูกพันอีกนับสิบๆ ปี ก็ตกอยู่ในวังวนของกระบวนการที่ไม่ชอบนี้ด้วย ไม่ทราบว่าคิดได้อย่างไรว่าโครงการที่จะเกิดขึ้นจะได้รับผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ ไม่มีฐานของการพิจารณา ไม่มีตัวชี้วัด มีแต่จะยกทุกอย่างให้กับบริษัทรับเหมาซึ่งก็ไม่มีประสบการณ์ในโครงการขนาดใหญ่ที่เชื่อมต่อเป็นเครือข่ายทั้งประเทศ เรายังมีปัญหาเรื่องผลกระทบกับสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิตของประชาชนอีกจำนวนหลายสิบล้านคน ถ้าโครงการเหล่านี้เกิดขึ้นในเวลาไล่เลี่ยกัน รัฐบาลคิดหรือยังว่าประชาชนชาวบ้านที่มีอาชีพเกษตรกรรม ยังชีพด้วยการทำกินในพื้นที่ที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคนจะทำอย่างไร ปัญหาทางสังคมจะต้องเกิดขึ้นทั่วทุกหัวระแหง รัฐบาลมาแล้วก็ไป แต่ประชาชนยังต้องดำรงชีพต่อไป ถามว่าถ้าโครงการเหล่านี้เกิดขึ้นโดยไม่ได้รับการยอมรับจากประชาชนที่จะได้รับผลกระทบ แล้วโครงการเหล่านี้จะเป็นโครงการที่ชอบธรรมได้อย่างไร โดยเฉพาะภาระหนี้สินที่จะเกิดกับคนรุ่นใหม่ที่ต้องเข้ามารับกรรมจากคนรุ่นพ่อรุ่นแม่ที่ไม่ได้คิดถึงผลกระทบระยะยาวอีกหลายสิบปีข้างหน้า

ในการดำเนินการโครงการขนาดใหญ่เช่นว่านี้ สิ่งที่จะถือว่าเป็นการดำเนินการด้วยความระมัดระวังอย่างพอเพียง ก็คือขั้นตอนของกระบวนการที่จะต้องเป็นขั้นตอนที่สามารถถูกทดสอบได้ว่าจะได้ผล และมีความโปร่งใสสามารถตรวจสอบได้ โครงการอาจจะเริ่มในขนาดที่ไม่ใช่ ขนาดอภิมหาโครงการ (Super Large Project) แต่อาจเริ่มจากโครงการขนาดย่อมที่สามารถตรวจสอบและแก้ไขได้ถ้ามีความผิดพลาดเกิดขึ้น กระบวนการที่ก่อให้เกิดโครงการต้องเป็นกระบวนการที่ชอบตั้งแต่ต้น และเมื่อเป็นกระบวนการที่ชอบและถูกต้องตามกฎหมายแล้ว ก็จะเกิดความชอบธรรมกับการบริหารจัดการโครงการ และความชอบธรรมที่ว่านี้ก็จะนำมาซึ่งความเห็นพ้องของประชาชนที่สามารถยอมรับการเปลี่ยนแปลง และนั่นคือความสงบสุขของประชาชนทั้งแผ่นดิน