นับเป็นเวลาเกือบ 1 เดือน หลังจากช่วงสงกรานต์ที่นักลงทุนทองคำแทบทุกคนยังคงจำฝังใจ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันที่ 12 เม.ย.2556 และวันจันทร์ที่ 15 เม.ย.2556 ที่ราคาทองคำในตลาดโลกมีการปรับตัวลดลงอย่างรุนแรง จากราคา US$1,559.70/troy oz ในวันที่ 12 เม.ย.2556 มาปิดที่ประมาณ US$1,350/oz ในวันที่ 15 เม.ย.2556 (ลดลงรวมเกือบ US$210/oz หรือ คิดเป็น 13.44%) และแตะระดับต่ำสุดในรอบนี้ที่ 1,321 USD/oz ในวันที่ 16 เม.ย.2556 (ปัจจุบัน ณ 15 พ.ค.2556 ทองคำปรับตัวขึ้นมาซื้อขายที่ระดับ 1,440 - 1,480 USD/oz แล้ว)
Russell Rhoads จากสถาบัน Options Institute ของ ตลาด Chicago Board Options Exchange หรือ CBOE ได้อธิบายและแสดงการคำนวณการปรับตัวลดลงของราคาทองคำในรอบนี้ไว้ได้อย่างน่าสนใจ ในบทความของ CBOE Options Hub เรื่อง “Gold and the Eight Standard Deviation Move” และ “Gold and the Sun Burning Out" เมื่อวันที่ 15 เม.ย. และ 17 เม.ย.2556 ที่ผ่านมา
Rhoads ได้ใช้ราคากองทุนอีทีเอฟ (Exchange Traded Fund: ETF) ของ SPDR Gold Shares หรือที่รู้จักกันดีในชื่อของ GLD (ซึ่งเป็นกองทุน ETF ที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก รองจาก ETF กองทุนหุ้น ของ SPDR S&P500 และ Vanguard FTSE Emerging Markets) เป็นตัวแทนของ “ขนาดการเปลี่ยนแปลงของราคาทองคำ” และใช้ดัชนีความผันผวน CBOE Gold ETF Volatility Index (GVZ) ที่คำนวณมาจากราคา Options บน SPDR ETF Gold Shares (GLD) ที่มีซื้อขายใน CBOE เป็นตัวแทนของ “ค่าความผันผวนของราคาทองคำ”
เมื่อวันที่ 11 เมษายน 56 (วันก่อนที่ราคาทองจะดิ่ง 1 วัน) GLD ที่สหรัฐอเมริกาปิดที่ US$ 151.05/หุ้น (ทอนได้เป็นราคาทองคำที่ระดับราคา US$1562/oz) และค่าความผันผวนราคาทองซึ่งเป็น Implied Volatility จากราคา Options อยู่ที่ระดับ 15.29% ต่อปี (หรือ Implied Volatility ของ GLD ที่ US$1.45 ต่อวัน)
และเมื่อราคาทองคำดิ่งนรกเมื่อวันที่ 12 เมษายน 56 GLD ตกลงมาปิดที่ US$ 143.95/หุ้น หรือเป็นการปรับตัวลงถึง 4.7 % การคำนวณของ Russell Rhoads ได้แสดงให้เห็นว่าการลดลงดังกล่าวเป็นการปรับตัวลดลงถึง 4.88 เท่าของค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน หรือ 4.88 เท่าของค่า Standard Deviation (4.88 Sigma)
Rhoads ได้คำนวณต่อไปอีกว่าเมื่อทองคำได้ปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงอีกในวันจันทร์ที่ 15 เม.ย.2556 ซึ่งเป็นการปรับตัวลดลงไปอีกถึง 4.93 เท่าของ Standard Deviation (4.93 Sigma) โดยหากคำนวณรวม 2 วัน (วันที่ 12 และ 15 เมษายน 56) การปรับตัวลดลงรวมของ GLD สามารถคำนวณได้ว่าเป็นการปรับตัวลดลงถึง 8 Standard Deviation หรือ 8 Sigma
ในทางสถิติ ตามสมมุติฐานของการแจกแจงแบบ Normal Distribution ที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในทุกวงการ การเปลี่ยนแปลงของราคาตามจำนวนเท่าของ Sigma จะมีระยะเวลาที่น่าจะเกิดขึ้น
ถึงแม้ว่าการคำนวณของ Rhoads จะถูกวิจารณ์ว่าเป็นการใช้ค่า Implied Volatility ที่ไม่ Real time ทำให้ได้ขนาดการเปลี่ยนแปลงตามจำนวนเท่าของ Sigma ที่สูงเกินไป รวมไปถึงข้อถกเถียงเรื่องความไม่เหมาะสมของสมมติฐาน Normal Distribution แต่ก็ต้องยอมรับว่าการปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงของราคาทองคำกว่า 13 % ใน 2 วัน ของวันที่ 12 และ 15 เมษายน นี้ถือได้ว่าเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ยากมากๆ แม้แต่ Dennis Gartman เจ้าของ the Gartman Letter นักวิเคราะห์ผู้มีชื่อเสียง ถึงกับกล้าฟันธงว่า เราคงจะไม่เจอกับการปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงของราคาทองคำแบบนี้อีกในช่วงชีวิตนี้
การปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงของราคาทองในรอบนี้ทำให้นึกไปถึงเหตุการณ์ในทฤษฎีหงส์ดำ หรือ Black Swan Events ของ Dr. Nassim Taleb (เจ้าของงานเขียน Fooled By Randomness และ The Black Swan) ซึ่งเป็นทฤษฎีที่มีที่มาจากความเชื่อดั้งเดิมที่ประเทศอังกฤษซึ่งหงส์มีแต่สีขาว แต่หลังจากการค้นพบหงส์สีดำที่ประเทศออสเตรเลียในปี ค.ศ.1697 ทำให้คำว่า “หงส์ดำ” หรือ Black Swan ถูกนำมาใช้อธิบายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ยากแต่สามารถเกิดขึ้นได้
Teleb ได้ให้คำจำกัดความของ Black Swan Events ว่าเป็น 1.เกิดขึ้นเหนือความคาดหมาย 2.เมื่อเกิดขึ้นแล้วส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง และ 3.มีความพยายามหาคำอธิบาย ถึงสาเหตุของการเกิดขึ้นของเหตุการณ์ดังกล่าว ราวกับว่าเหตุการณ์นี้สามารถพยากรณ์ได้
Black swan Theory ของ Teleb นี้ มิได้มีวัตถุประสงค์จะพยากรณ์การเกิดขึ้นของ Black Swan Events แต่มุ่งเน้นกับวิธีการรับมือกับ Black Swan โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อห่วงใยของการใช้ Model การบริหารความเสี่ยงภายใต้สมมุติฐาน Normal Distribution อีกทั้ง Teleb ยังนำเสนอหลักการ Ten principles for a Black Swan-proof world ที่เป็นหลักการในการสร้างสังคมที่สามารถต้านทานกับ Black Swan Events ได้
การตกต่ำอย่างรุนแรงของราคาทองในรอบนี้จึงน่าจะเข้าข่ายและเป็นตัวอย่างของ Black Swan Events ตัวล่าสุด ที่นักลงทุน สถาบันการเงิน รวมถึงผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน ควรตระหนักว่า เหตุการณ์บางอย่างถึงแม้จะเกิดขึ้นได้ยากแต่ก็สามารถเกิดขึ้นได้ ตลอดจนตระหนักถึงความจำเป็นของการใช้เครื่องมือการบริหารความเสี่ยงต่าง ๆ ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบันที่ดูเหมือนว่าจะสามารถพบกับ “หงส์สีดำ” ได้ง่ายขึ้น เมื่อเทียบกับอดีตที่ผ่านมา









