วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

รุมกินโต๊ะ "ผู้ว่าแบงก์ชาติ"

วาทกรรมของ กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรมว.การคลัง ระหว่างการดีเบตหัวข้อ “อนาคตประเทศไทย”

เมื่อค่ำวันที่ 18 เมษายน 2556 ซึ่งจัดโดยหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจและเครือเนชั่น ในการตอบคำถามที่ว่า คิดจะไล่ผู้ว่าการ ธปท. (ประสาร ไตรรัตน์วรกุล) ออกไหม? คำตอบที่เสียงดังฟังชัดวันนั้น คือ "คิดทุกวัน แต่เป็นเรื่องแค่คิด" เพราะว่าแนวคิดในการดูแลเศรษฐกิจด้านอัตราดอกเบี้ยนโยบายสวนทางกัน โดยฝ่ายการเมืองมองว่า ได้สร้างผลเสียหายต่อภาพรวมเศรษฐกิจ โดยเฉพาะภาคการส่งออก

ความคิดเห็นที่ต่างกันของ "กิตติรัตน์" และ "ประสาร" ใช่ว่าจะเพิ่งเกิดขึ้น จริงๆ แล้ว ได้เริ่มก่อตัวขึ้นเมื่อครั้งที่รัฐบาลชุดนี้เข้ามาบริหารประเทศใหม่ๆ ก็ว่าได้ โดยเฉพาะเรื่องการ "ลดดอกเบี้ย" ที่ฝ่ายหนึ่งเห็นด้วย ฝ่ายหนึ่งไม่เห็นด้วย และความคิดต่างนี้เอง ดูเหมือนว่าจะพัฒนาขึ้นมาเรื่อยๆ จนกระทั่งนำมาสู่ความขัดแย้ง แบบ "เกาเหลาชามใหญ่" ให้เห็นอย่างทุกวันนี้

การที่ รมว.การคลัง จะเข้าไปจัดการหรือสั่งการอะไรในแบงก์ชาติ เสมือนการสั่งงานตามกระทรวง ก็คงไม่ใช่เรื่องง่าย ที่ผู้ว่าการแบงก์ชาติจะสวมบท "เสือคล้อย" ตามรัฐบาล เพราะว่าแบงก์ชาติถือเป็นองค์กรที่มีความเป็นอิสระในการบริหารงาน มีกฎหมายเป็นเกราะกำบังอยู่แล้ว

ฉะนั้น จะเห็นได้ว่า ช่วงที่ผ่านมา ฝ่ายการเมืองมีการพูดกันถึงตั้งแต่เรื่องค่าเงิน เรื่องดอกเบี้ย ที่พยายามจะให้แบงก์ชาติตอบสนอง แต่ในที่สุดก็ไม่สามารถทำอะไรได้ โดยเฉพาะค่าเงินบาท

ทำให้ระยะหลังมานี้ ดูเหมือนว่าจะมีการสร้างแนวร่วมขึ้นมากดดันเป็นระลอกๆ โดยเฉพาะกลุ่มที่สูญเสียผลประโยชน์จากค่าเงิน ที่ออกมาเรียกร้องให้แบงก์ชาติและรัฐบาลเข้ามาดูแลค่าเงินบาทให้มีเสถียรภาพ

วันนี้ ดูเหมือนว่าปัญหาค่าเงินกำลังกลายเป็นลูกฟุตบอลที่เตะกันไปมา ระหว่างรัฐบาลกับแบงก์ชาติ ไม่รู้ว่าทางออกทางแก้จะทำอย่างไร หากว่าจะให้เดาใจแบงก์ชาติในสถานการณ์ตอนนี้ การลดดอกเบี้ยก็คงไม่ใช่คำตอบที่ดีที่สุด แม้รัฐบาลจะมองว่านั่นคือหนทางที่ดีที่สุดแล้วก็ตาม

ในการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อ 7 พฤษภาคม 2556 ที่ผ่านมา บรรยากาศเรียกว่าชวน "ขนหัวลุก" เพราะว่า ผู้ว่าแบงก์ชาติถูกรัฐมนตรีรุมกินโต๊ะ ด้วยข้อหาทำให้เกิดความเสียหายแล้วจากค่าเงินบาทแข็ง ทั้งที่รายงานของแบงก์ชาติออกมาสวนทางกัน ยืนยันว่า ยังไม่พบความเสียหายใดๆ แต่ รองนายกฯ กิตติรัตน์ ก็ยังออกอาการไม่พอใจ ที่ "แบงก์ชาติยังมองโลกในแง่ดีเกินไป"

แถมยังมีแนวร่วม อย่าง บุญทรง เตริยาภิรมย์ รมว.พาณิชย์ ออกมาให้กำลังใจ กิตติรัตน์ โดยแสดงความเห็นอกเห็นใจว่าการพูดคุยกับแบงก์ชาติ ต้องใช้ความอดทนอดกลั้นอย่างมาก พร้อมทั้งตำหนิการดูแลค่าเงินของแบงก์ชาติ ด้วยว่า "ลอยตัวอยู่เหนือปัญหา"

นับเป็นครั้งแรกก็ว่าได้ ที่ "บุญทรง" กับ "กิตติรัตน์" เริ่มมีความเห็นตรงกัน ก็เพราะว่า "บุญทรง" ยังมีภารกิจหนักกับตัวเลขส่งออกปีนี้ 9% ยังไม่รู้ ลูกผีลูกคน

เช่นเดียวกับ วราเทพ รัตนากร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่เชื่อว่าอุปสรรค คือ "ผู้ปฏิบัติและเรื่องโครงสร้าง ซึ่งจะต้องพิจารณาประกอบกัน" โดยสนับสนุนแนวคิด วีรพงษ์ รามางกูร ในฐานะประธานบอร์ดแบงก์ชาติ และ อ้างว่า เมื่อคนที่มีความรู้เรื่องนี้ที่สุด แสดงออกถึงความอึดอัดขนาดนี้แล้ว น่าจะสะท้อนอะไรบางอย่างได้

สถานการณ์ที่เกิดขึ้น หากมองผิวเผิน ก็อาจเข้าใจได้ว่าเดี๋ยวเดียวก็จบ แต่สำหรับทางการเมืองแล้ว "ไม่ง่าย" เพราะความคิดที่ต่างกัน ถูกพัฒนาเป็นเรื่องของการ "เอาชนะคะคาน" ไปแล้ว

เชื่อว่า เร็วๆ นี้ รัฐบาลจะต้องทำอะไรสักอย่างหนึ่ง ส่วนใครจะรับคำสั่งใครมาจากไหน ย่อมรู้แก่ใจ แต่แนวทางเวลานี้ อย่างน้อยคงมี 2 ทาง คือ 1.ใช้อำนาจรัฐมนตรี เพราะว่าไม่เห็นด้วยกับแนวทางแบงก์ชาติ ที่ทำให้เกิดความเสียหายต่อระบบการเงินการคลัง 2.ใช้เครื่องมือที่มีอยู่ภายใต้อำนาจรัฐมนตรีคลัง ทำให้ค่าเงินบาทอ่อน โดยไม่เกี่ยวกับแบงก์ชาติ

แต่เรื่องนี้ก็ไม่ได้อยู่ในอำนาจของ นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร หรือแม้แต่ วีรพงษ์ ฉะนั้น...งานนี้ หากจะเผด็จศึกได้ ก็อยู่ที่ รมว.การคลัง เท่านั้น เพราะว่าเป็นตัวแปรสำคัญในการเสนอต่อ ครม. เพื่อขออนุมัติ ฉะนั้น...ตราบใดที่ยังไม่มีการลดดอกเบี้ย จุดจบก็อาจจะอยู่ที่การ "ปลด" นั่นเอง