กรณีที่ น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที)
สั่งเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจพบผู้โพสต์ข้อความตามเว็บไซต์หลายแห่ง โดยมีเนื้อหาด่าทอ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และเห็นว่าเป็นการกระทำความผิดตามกฎหมาย ซึ่งหากตรวจพบข้อความดังกล่าว ไอซีทีจะแจ้งไปยังเจ้าของเว็บไซต์ให้ลบข้อความ หรือหากเป็นเว็บไซต์ที่ตั้งขึ้นด้วยวัตถุประสงค์ในการด่าทอ ว่าร้าย หมิ่นประมาทโดยเฉพาะ ไอซีทีถือว่ามีอำนาจในการระงับการใช้งานเว็บไซต์ดังกล่าวทันที
อันที่จริง การโพสต์ข้อความในลักษณะดังกล่าวเกิดขึ้นแทบทุกวันอยู่แล้ว และหากไอซีทีดำเนินการดังกล่าวจริง คงมีเว็บไซต์ต้องถูกสั่งปิดกันแทบทุกวัน แต่เป็นที่น่าสังเกตว่าความสนใจของไอซีทีหรือรัฐบาลต่อประเด็นในข้อความบนเว็บไซต์นั้น อิงแอบกับการเมืองระดับชาติอย่างแยกไม่ออก นั่นก็หมายความว่าถึงที่สุดแล้ว ไอซีทีก็ไม่ได้ใส่ใจมากนักต่อเรื่องราวที่เกิดขึ้นบนโลกไซเบอร์ หากไม่เกี่ยวกับการเมือง ดังนั้นจึงไม่น่าแปลก ที่ว่า น.อ.อนุดิษฐ์ จึงถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากกับเรื่องนี้
ปรากฏการณ์ดังกล่าว หากมองในเชิงการเมืองแล้ว รัฐบาลนี้ก็ไม่ต่างจากรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี ที่เผชิญกับปัญหาเดียวกันในการควบคุมข้อความบนเว็บไซต์ ในสมัยนายอภิสิทธิ์นั้น ถูกกดดันจากคนที่อยู่ตรงกับข้ามกับคนโพสต์ข้อความให้จัดการขั้นเด็ดขาดกับคนที่โพสต์ความเห็น เช่นเดียวกับ น.อ.อนุดิษฐ์ ที่เผชิญกับแรงกดดันจากพวกเดียวกันให้เร่งจัดการ ในขณะที่ฝ่ายตรงกันข้ามจะออกมาโจมตีว่าปิดกั้นแสดงความคิดเห็น นั่นคือ ทุกรัฐบาลเป็นคนหัวอกเดียวกันในโลกยุคไซเบอร์
อย่างไรก็ตาม ลักษณะของโลกในยุคไซเบอร์ เป็นที่รับรู้กันทั่วไปว่าเป็นอาณาบริเวณที่อยู่หนือการควบคุมของอำนาจรัฐได้อย่างเด็ดขาด กล่าวคือเป็นอาณาบริเวณพื้นที่สีเทา ที่อำนาจรัฐสามารถเข้าไปควบคุมได้บางส่วน ในขณะที่อีกบางส่วนก็อยู่เหนือการควบคุมของอำนาจรัฐอย่างสิ้นเชิง ซึ่งในส่วนที่ไม่สามารถควบคุมได้นี้เอง ที่ทำให้เกิดการแพร่ข้อมูลข่าวสารที่รัฐไม่พึงประสงค์ โดยเฉพาะฝ่ายการเมืองที่ไม่ต้องการให้มีอยู่เลย แต่การกระทำเช่นนั้นเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลยในโลกที่ไร้พรมแดนยุคการปฏิวัติด้านการสื่อสาร
ดังนั้น ความพยายามกำจัดข้อความที่ไม่พึงประสงค์ หรือการโจมตีทางการเมืองนั้น เป็นไปไม่ได้ และเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุอย่างมาก แต่ต้นตอแห่งปัญหา คือ ความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้นต่างหาก ซึ่งยิ่งมีความขัดแย้งกันรุนแรงเท่าไร ข้อความต่างๆ ที่ปรากฏก็ยิ่งรุนแรงมากเท่านั้น และลักษณะของความขัดแย้งทางการเมือง ทั้งด้านความคิดและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง มีสิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นคือการใช้อารมณ์ความรู้สึกมากยิ่งกว่าเหตุผลปกติทั่วไป คนเราจะขาดสติเสมอเมื่อมีการเลือกข้างกันอย่างชัดเจน
เราเห็นว่า การโพสต์ข้อความด่าหรือวิจารณ์ผู้นำประเทศ ไม่ใช่เรื่องผิดปกติในโลกยุคไซเบอร์ที่ทุกคนมีโอกาสเข้าถึงและแสดงออกได้ โดยไม่ต้องมีการกลั่นกรองจากอำนาจรัฐ และหน้าที่ของรัฐไม่ใช่ไปห้ามความคิดของคนที่มีอยู่มากมายและหลากหลายความคิด แต่ทำอย่างไรจะทำให้การแสดง ไม่ว่าจะผ่านเว็บไซต์หรือการแสดงทางการเมืองที่กำลังเป็นอยู่ในเวลานี้อยู่ในกรอบที่เราต้องการ นั่นคือ ความเป็นประชาธิปไตย หากคนไม่มีสำนึกประชาธิปไตยมากพอ และอยู่ในความขัดแย้ง ก็เป็นเรื่องยากที่จะแก้ได้ คำถามก็คือที่ผ่านมา รัฐบาลทำไปแค่ไหนในนโยบายหลัก ที่ต้องการสร้างความปรองดอง เพราะหากว่ายังไม่ได้ทำตามความหมายปรองดองที่แท้จริงแล้ว ก็อย่าหวังว่าจะทำให้คนอยู่ในกรอบแห่งเหตุผลได้






