วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

อย่าทำตัวเป็นโฆษกบีอาร์เอ็น

แม้ว่าทุกฝ่ายจะชื่นชมในความกล้าหาญของรัฐบาล นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ไปลงนามในข้อตกลงริเริ่มกระบวนการพูดคุยสันติภาพดับไฟใต้

กับ “กลุ่มผู้เห็นต่างจากรัฐ” นำโดย กลุ่มคนที่อ้างว่าเป็นแกนนำขบวนการบีอาร์เอ็น ในรูปแบบ “เปิดเผย-บนโต๊ะ” ไม่ใช่แอบคุยกันลับๆ หรือคุยกัน “ใต้โต๊ะ” เหมือนที่เคยทำกันมาในอดีตเมื่อหลายสิบปีก่อน

และแม้ว่าจะมีข่าวคราวเกี่ยวกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ “กดปุ่ม-เปิดป้าย” ให้เกิดกระบวนการพูดคุยสันติภาพดังกล่าว แต่หลายคนหลายฝ่ายก็พยายามมองข้ามไป เพราะเชื่อในหลักการที่ว่าทุกสงครามและทุกความขัดแย้งล้วนจบลงบนโต๊ะเจรจาทั้งสิ้น

ทว่าหลังจากวันลงนามในข้อตกลงริเริ่มกระบวนการพูดคุยสันติภาพ และได้พูดคุยกันอย่างเป็นทางการไปแล้ว 2 ครั้ง (28 มี.ค. กับ 29 เม.ย.) ความรุนแรงในพื้นที่กลับไม่ลดลง โดยเฉพาะในแง่ความรู้สึกของผู้คนที่รับรู้จากเหตุการณ์และข่าวสารจากสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ว่า ความรุนแรงกลับเพิ่มสูงขึ้นและโหดร้ายทารุณขึ้น ล่าสุด ถึงขั้นยิงชาวบ้านมือเปล่า ยิงเด็กวัยแค่ 2 ขวบ รวมทั้งคนพิการ

แถมฝ่ายบีอาร์เอ็นที่เป็นคู่เจรจาหรือผู้สมัครใจเข้าร่วมพูดคุย กลับไปแถลงผ่านโซเชียลมีเดีย โดยไม่ได้ “เห็นหัว” หรือ “สนใจ” โต๊ะพูดคุยเลยแม้แต่น้อย

ไม่ว่าเหตุร้ายมากมาย ที่มีข้าราชการตั้งแต่ระดับรองผู้ว่าฯ จนถึงชาวบ้านตาดำๆ ตกเป็นเป้าหมาย จะเกี่ยวกับการพูดคุยสันติภาพหรือไม่ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าในความรู้สึกของคนทั่วไป มัน “ใช่” และมองว่ากระบวนการพูดคุยเจรจามันล้มเหลวไปแล้ว

วันนี้ จึงมีกระแสเรียกร้องจากหลายฝ่ายให้ทบทวน “กระบวนการพูดคุย” ซึ่งเท่าที่ไล่ดูความเห็นของฝ่ายที่เสนอประเด็นนี้ ก็ไม่ได้บอกให้ยกเลิกหรือยุติการเจรจา เพียงแต่ให้ “ทบทวนกระบวนการ” หรือ “วิธีการ” ที่ทำอยู่ แต่ก็ถูกคนในรัฐบาลและผู้สนับสนุน (อย่างไม่ลืมหูลืมตาและมองข้ามความสูญเสียของชีวิตผู้คน) กล่าวหาว่าเป็นพวกมุ่งล้มโต๊ะเจรจา พวกไม่แสวงหาสันติภาพกันไปโน่นเลย

กลายเป็นบรรยากาศแบ่งฝักแบ่งฝ่าย เหมือนการเมืองระดับชาติ ใครไม่เอาทักษิณต้องเป็นเสื้อเหลือง ใครใส่เสื้อแดงต้องล้มเจ้า อะไรประมาณนั้น ทั้งๆ ที่ความจริงแล้ว ไม่ได้เป็นอย่างนั้น

เมื่อวานนี้ (6 พ.ค.) สำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า จัดเสวนาวงปิดที่จังหวัดปัตตานี กับนักศึกษาหลักสูตรเสริมสร้างสังคมสันติสุข หรือ 4 ส. ซึ่งเปิดมาแล้ว 4 รุ่น มีผู้ทรงคุณวุฒิทุกสาขาอาชีพจากสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ และผู้ทรงคุณวุฒิจากส่วนกลาง ที่สนใจปัญหาภาคใต้ ไปร่วมแสดงความคิดเห็น ซึ่งแน่นอนว่า ประเด็นหลักๆ ย่อมหนีไม่พ้น “กระบวนการพูดคุยสันติภาพ”

ในวงเสวนา พล.อ.เอกชัย ศรีวิลาศ ผู้อำนวยการสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาลฯ ได้สรุป “จุดอ่อน” และประเด็นที่ต้องแก้ไขทบทวนก่อนเดินหน้า “พูดคุยเจรจา” ต่อไป ดังนี้

1. จนถึงขณะนี้ยังไม่มีกรอบการพูดคุยเจรจา ไม่มีกรอบกติกาการสื่อสารและการแถลงข่าว แต่กลับข้ามไปคุยเรื่องเงื่อนไขกันแล้ว
2. ฝ่ายรัฐบาลไทยยังไม่มีแผนที่เดินทาง หรือ “โรดแมพ” ไม่มีข้อเสนอ และไม่มียุทธศาสตร์รับมือกับข้อเรียกร้องของอีกฝ่ายหนึ่ง
3. คณะพูดคุยสันติภาพฝ่ายไทยประชุมเพื่อระดมสมองกันน้อยเกินไป ระยะเวลา 1 เดือนก่อนวันนัดพูดคุยแต่ละครั้ง แทบไม่มีการประชุมกันเลย
4. ตั้งคณะทำงานย่อยเพื่อพูดคุยเป็นการลับไปพร้อมกันด้วย ไม่ต้องรอคณะพูดคุยชุดใหญ่ที่กำหนดกรอบเวลาไว้เดือนละครั้ง
5. ค้นหาความต้องการของประชาชนในพื้นที่อย่างแท้จริง

ส่วนข้อทักท้วงเรื่องการพูดคุยข้ามขั้นตอน คือ เปิดเผยต่อสาธารณะ ทั้งๆ ที่ยังตกลงอะไรกันไม่ได้ และยังไม่มีความเชื่อใจกันเลยทั้งสองฝ่ายนั้น ประเด็นนี้แก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว เพราะว่าเมื่อข้ามขั้นไปแล้วก็ต้องเลยตามเลย แต่ปัญหา ก็คือ รัฐบาลไม่ได้ทำความเข้าใจกับสังคมไทยให้ “รับรู้และเข้าใจ” กระบวนการที่กำลังทำอยู่

แต่ความจริงที่ปรากฏในห้วงเวลาที่ผ่านมา ก็คือ รัฐบาลและกลุ่มองค์กรผู้สนับสนุน พยายามชี้แจงและปกป้องกระบวนการพูดคุยสันติภาพเอาไว้ ด้วยการ “แก้ต่าง-แก้ตัว” ให้ทุกเรื่อง บางรายทำหน้าที่คล้าย “โฆษกบีอาร์เอ็น” เสียด้วยซ้ำ

วิธีการแบบนี้ แทนที่จะรักษากระบวนการพูดคุยสันติภาพเอาไว้ได้ ก็จะกลับกลายเป็นการล้มกระบวนการ โดยตัวของมันเอง!