หลังจากที่แจ็ค ดอร์ซีย์ ผู้ร่วมก่อตั้งทวิตเตอร์ (twitter.com) ได้สร้างปรากฏการณ์ Digital Disruption ในปีที่ผ่านมา
ด้วยนวัตกรรมการให้บริการชำระเงินผ่านสมาร์ทโฟนจากแอพเด่นอย่าง "สแควร์ รีจิสเตอร์" (Square Register) และ "สแควร์ วอลเล็ต" (Square Wallet) ที่เปิดโอกาสให้ร้านค้าขนาดเล็ก เช่น ร้านกาแฟ ร้านขายของริมทางเดิน รวมถึงบุคคลทั่วไป สามารถรับเงินผ่านบัตรเครดิต และบัตรเดบิตผ่านโมบาย (Mobile Payment) ได้เหมือนกับร้านค้าใหญ่อื่นๆ
สแควร์จึงทำให้วงการธนาคาร และผู้ให้บริการชำระเงิน (Payment System) ต้องปรับตัวเพื่อรับมือกับนวัตกรรมใหม่ของสแควร์กันชนิดตั้งตัวแทบไม่ติดเลยทีเดียว โดยคาดว่ายอดการใช้จ่ายผ่านสแควร์ในอเมริกาและแคนาดาอาจสูงถึง 12,000 ล้านดอลลาร์ โดยเมื่อประเมินรายได้ของสแควร์ ที่ต้องแบ่งรายได้นี้กับคู่ค้าอย่างวีซ่า มาสเตอร์การ์ด และธนาคารที่เกี่ยวข้องแล้ว ทำให้เห็นว่า ธุรกิจของสแควร์นับเป็นธุรกิจที่เหล่านักลงทุนให้ความสนใจไม่น้อย โดยมีการประเมินมูลค่าของสแควร์ไว้ไม่ต่ำกว่า 3,000 ล้านดอลลาร์
สแควร์ ผู้ช่วยคนเก่งของร้านอาหาร
ความสะดวกคือหัวใจสำคัญของสแควร์ เริ่มจากการที่ร้านค้าไม่ต้องถูกตรวจสอบเครดิต (No Credit Check) ซึ่งระบบจะตรวจสอบความถูกต้องของบัญชีธนาคารของผู้สมัคร เมื่อข้อมูลถูกต้องร้านค้าจะได้รับเครื่องอ่านบัตร (Card Reader) ไม่ต้องเสียค่าอุปกรณ์ (No Hardware Cost) และไม่ถูกเรียกเก็บค่าบริการขั้นต่ำ (No Fixed Cost) โดยสแควร์คิดค่าบริการเบ็ดเสร็จ 2.75% ของทุกการใช้งาน และจะส่งเงินที่เรียกเก็บได้แล้วเข้าธนาคารให้กับร้านค้าในวันรุ่งขึ้น
หากร้านอาหารต้องการติดตั้งแอพ สแควร์ รีจิสเตอร์ ที่เครื่องไอแพด เพื่อทำหน้าที่เป็นเครื่องเก็บเงิน (Cash Register) ก็ทำได้อย่างง่ายดาย โดยมีระบบเก็บข้อมูลสินค้าและข้อมูลการขาย เช่นจำนวนออเดอร์ ยอดขาย ภาษี ค่าทิป รีฟันด์ ตลอดจนการให้ข้อมูลการขายในแต่ละวัน ช่วยให้ร้านค้าวิเคราะห์ข้อมูลได้อย่างละเอียดแบบไม่เคยได้รับมาก่อน ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ถูกเก็บไว้ในระบบคลาวด์ (Cloud Computing) ของสแควร์จึงทำให้สามารถเรียกดูได้ตลอดเวลาและไม่ต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม
สแควร์รีจิสเตอร์ทำหน้าที่เป็นเครื่องแคชเชียร์ (Point-of-Sale) รับเงินจากลูกค้า พิมพ์ใบเสร็จและสั่งเปิดเครื่องเก็บเงินผ่านแอพได้ทันที จนทำให้สแควร์ รีจิสเตอร์เป็นแอพยอดนิยมของร้านค้าขนาดย่อมเหล่านี้ โดยสแควร์ได้ต่อยอดความสามารถของแอพนี้ให้กับธุรกิจร้านอาหารเพิ่มขึ้นอีก ด้วยการเพิ่มข้อมูลอาหารที่ปรุงเฉพาะกับลูกค้าบางรายในระบบได้ เพื่อให้เชฟสามารถปรุงอาหารได้ตามความต้องการของลูกค้าคนพิเศษ และยังช่วยให้แคชเชียร์เพิ่มหมายเลขออเดอร์อาหาร ช่วยในการจัดเตรียมออเดอร์ และเก็บเงินได้อย่างถูกต้อง การให้บริการใหม่นี้จะช่วยให้ร้านอาหารกว่าหมื่นราย ชำระเงินผ่านสแควร์เพิ่มขึ้นได้อีกสี่เท่าตัว
บริการกิฟท์การ์ดใหม่
ในขณะเดียวกัน สแควร์ วอลเลต (Square Wallet) แอพที่เปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคด้วยบริการดิจิทัลคอมเมิร์ซที่ผู้ใช้ไม่ต้องควักเงิน บัตรเครดิตหรือบัตรเดบิต ออกจากกระเป๋าสตางค์เมื่อซื้อสินค้ากับร้านค้าที่ชำระเงินผ่านสแควร์ นับเป็นบริการที่โดนใจผู้บริโภครุ่นใหม่ชนิดยากที่ใครจะคาดได้ ยิ่งเมื่อสแควร์เปิดให้ลูกค้าสามารถซื้อกิฟต์การ์ดส่งให้เพื่อนเพื่อใช้ซื้อสินค้าหรือบริการกับร้านค้าได้ด้วย จึงเท่ากับเป็นการเปิดตลาดใหม่ให้กับสแควร์ได้เข้าสู่ธุรกิจกิฟต์การ์ด ซึ่งเป็นธุรกิจที่คาดว่ามีมูลค่าในปี 2558 สูงถึง 170,000 ล้านดอลลาร์
ลูกค้าสามารถซื้อกิฟต์การ์ดในมูลค่าตั้งแต่ 10 ถึง 1,000 ดอลลาร์ได้ผ่านแอพในไอโฟนและแอนดรอยด์โฟน โดยลูกค้าที่สั่งซื้อแอพกิฟต์การ์ดผ่านไอโฟนจะถูกใส่เข้าในพาสบุ๊ค (Passbook) ของผู้รับให้พร้อมใช้กับร้านค้าได้ทันที ยิ่งเป็นการตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคไปอีกระดับ
ในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา สตาร์บัคส์ได้เข้าร่วมลงทุนในกิจการของสแควร์ด้วยเงิน 25 ล้านดอลลาร์ การเข้าถือหุ้นของสตาร์บัคส์ในครั้งนี้อาจช่วยเพิ่มยอดการใช้จ่ายเงินผ่านสแควร์ขึ้นอีก 6,000 ล้านเหรียญผ่านสาขาของสตาร์บัคส์จำนวน 7,000 สาขาในอเมริกา ในขณะที่ร้านค้าที่เข้าร่วมกับสแควร์มีจำนวนกว่า 2 ล้านรายแล้ว ถือว่าสแควร์ท้าทายคู่แข่งอย่างเพย์พาล (PayPal) และกูเกิลวอลเลต์ (Google Wallet) ได้เกินความคาดหมาย
ทางแก้เมื่อเจอกฎเหล็ก
หลังจากเปิดบริการกิฟต์การ์ดได้ไม่นานนัก สแควร์ก็ต้องพบกับปัญหาในบางพื้นที่ เช่น รัฐอิลลินอยส์ ในอเมริกาไม่อนุญาตให้สแควร์เปิดให้บริการในมลรัฐนี้ ด้วยเหตุผลว่าธุรกิจของสแควร์ขัดกับกฎหมายและความเป็นธรรมในการประกอบธุรกิจ โดยบริการการชำระเงินจัดเป็นธุรกิจที่มีการควบคุมเข้มงวดทั้งจากในระดับรัฐ และจากรัฐบาลกลางของสหรัฐ และแม้ว่าสแควร์จะมีข้อโต้แย้งว่าธุรกรรมการเงินภายใต้บริการของสแควร์จะถูกดำเนินการโดยสถาบันการเงินคู่ค้าของสแควร์ก็ตาม จนทำให้สแควร์ต้องตัดสินใจขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจบริการด้านการเงินในมลรัฐนั้นๆ ซึ่งปัญหาดังกล่าวนี้คู่แข่งอย่างเพล์พาวก็เคยเผชิญมาก่อน จนทำให้เพล์พาวต้องขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจด้านนี้ใน 50 มลรัฐเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาดังกล่าว
ยักษ์ใหญ่เข้าร่วมชิงชัย
การที่บริษัทเกิดใหม่อย่างสแควร์หรือบริการอย่างกูเกิล วอลเลต เริ่มเข้ามามีบทบาทต่อพฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้บริโภคมากขึ้นทุกวัน ย่อมทำให้เจ้าสนามยักษ์ใหญ่อย่าง วอลมาร์ท เบสต์บาย และ ทาร์เก็ต ซึ่งมียอดขายรวมกันไม่น้อยกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ ต้องลงสนามแข่งเช่นกัน โดยปลายปีที่ผ่านมา กลุ่มผู้ค้าปลีกรายใหญ่ได้ร่วมมือกันเปิดระบบธุรกิจ "Merchant Customer Exchange" (MCX) ช่วยให้ผู้บริโภคสามารถใช้แอพ ผ่านสมาร์ทโฟนในการชำระเงินในห้างของตน พร้อมรับข้อเสนอดีลและโปรโมชั่นของห้างได้ทันใจ ยิ่งมีพันธมิตรอย่าง 7 อีเลฟเว่น และแก็ป เข้าร่วมด้วยแล้ว เชื่อว่าธุรกิจด้านนี้อาจมีการพลิกโผได้ไม่ยาก
ในเมื่อสมาร์ทโฟนและบริการที่โดนใจผู้บริโภคอย่างสแควร์มีผลต่อธุรกิจค้าปลีกขนาดนี้แล้ว นักธุรกิจในบ้านเราคงต้องจับตามองว่าจะต้องเลือกใช้บริการใดจึงจะตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคได้ดีที่สุด เพื่อความพร้อมต่อการแข่งขันและการให้บริการเช่นกัน






