เดือนเมษายนของทุกปีจะมีผู้ประกอบการอุตสาหกรรมอาหารทะเลและประมงกว่า 25,000 รายจากประมาณ 140 ประเทศทั่วโลกมารวมตัวกัน
ที่งาน European Seafood Exposition (ESE) และงาน Seafood Processing Europe (SPE) ณ กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม ซึ่งเป็นงานแสดงสินค้าประมงและอาหารทะเลที่ใหญ่ที่สุดของภูมิภาคยุโรปและใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากงาน International Boston Seafood Show ในสหรัฐอเมริกา
สำหรับปีนี้งาน 21st Edition of the European Seafood Exposition (ESE) และ 15th Edition of Seafood Processing Europe (SPE) จัดขึ้นระหว่างวันที่ 23 - 25 เมษายน 2556 ณ กรุงบรัสเซลส์ โดยมีผู้ประกอบการและผู้นำเข้าอาหารทะเลและสินค้าประมงจากภูมิภาคยุโรปและภูมิภาคอื่นๆ ทั่วโลกกว่า 1,600 บริษัทเข้าร่วมงาน และประเทศไทยก็เป็นขาประจำรายหนึ่งที่ไม่พลาดโอกาสที่จะไปออกบูธแสดงสินค้าและศักยภาพในฐานะที่ประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกอาหารทะเลรายใหญ่ รายหนึ่งของโลก
กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ได้ให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ในการเฟ้นหา จัดเตรียมสถานที่และนำผู้ประกอบการอาหารทะเลและอาหารแช่แข็งไทยรวม 15 บริษัทไปร่วมงาน อาทิเช่น บริษัท Golden Seafood International Co. Ltd. บริษัท The Union Frozen Products Co. Ltd. บริษัท May Ao Foods Co. Ltd. เป็นต้น และยังมีบริษัทน้องใหม่ ที่แม้จะมีประสบการณ์เปิดตลาดในต่างประเทศมาเป็นเวลานานแล้ว แต่ก็เพิ่งมีโอกาสไปร่วมงานนี้เป็นครั้งแรก อาทิเช่น บริษัท Seafresh Industry Public Co. Ltd. ซึ่งเป็นที่น่าจับตาทั้งในเรื่องกลยุทธ์การบริหารจัดการและการเจาะตลาดอาหารทะเลในต่างประเทศ จนสามารถรุกตลาดสหราชอาณาจักรได้สำเร็จมาแล้ว ส่วนบริษัท J.M Food Industry Co. Ltd. ก็มีการนำเสนออาหารแช่แข็งทานเล่นแนวใหม่พร้อมรับประทาน (Ready to eat) ที่น่าสนใจเพราะใช้สูตรปรุงแต่งจากภูมิปัญญาไทย และสามารถดึงดูดความสนใจจากผู้บริโภคชาวยุโรปได้เป็นอย่างดี
ปีนี้บูธประเทศไทยจัดได้อย่างสวยหรูสะดุดตาไม่แพ้ประเทศอื่นภายใต้สโลแกนทันสมัยว่า “Thai Pavilion: Green and Clean Kitchen of the World” และเมื่อวันที่ 23 เมษายน 2556 นายอภิชาติ ชินวรรโณ เอกอัครราชทูตไทยประจำประเทศเบลเยียมได้ให้เกียรติไปเยี่ยมชม โดยมีแม่งานหลักคือนายดวงอาทิตย์ นิธิอุทัย อัครราชทูตที่ปรึกษา สำนักงานที่ปรึกษาฝ่ายการพาณิชย์ / สำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ณ กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ พาเดินเยี่ยมชมและสนทนาให้กำลังใจกับผู้ประกอบการไทย สอบถามถึงสถานการณ์การส่งออกสินค้าของแต่ละบริษัท รวมทั้งปัญหาและ ความท้าทายในอุตสาหกรรมอาหารทะเลทั้งในประเทศไทยและตลาดยุโรป ทั้งนี้ บริษัทที่ไปเข้าร่วมงานครั้งนี้มีบทบาทแข็งขันในการนำเสนอสินค้า พบปะและเสริมสร้างเครือข่ายทางธุรกิจและกระชับความสัมพันธ์กับลูกค้า ซึ่งทั้งหมดนี้นับเป็นการช่วยรักษาและขยายฐานการตลาดของไทยในสหภาพยุโรป พร้อมกับสนับสนุนนโยบายครัวไทยสู่โลกของรัฐบาลไทยโดยปริยาย
ในฐานะที่เป็นผู้ส่งออกกุ้งรายใหญ่อันดับหนึ่งของโลก บูธไทยจึงยังคงจัดให้กุ้งสดและกุ้งต้มสุกแช่แข็งเป็นตัวชูโรง เสริมด้วยอาหารทะเลประเภทปลาสดแช่แข็งและอาหารทะเลแปรรูปอื่นๆ หากสังเกตดีๆ จะสามารถเห็นความเปลี่ยนแปลงของบริษัทไทยในการคัดเลือกสินค้าตัวเด่นมานำเสนอ โดยปีนี้แต่ละบริษัทเพิ่มการนำเสนอผลิตภัณฑ์อาหารทะเลแปรรูปมากกว่าปีก่อนๆ ซึ่งได้รับการพัฒนารูปแบบบรรจุภัณฑ์และหีบห่อที่มีความหลากหลาย แปลกใหม่ สีสันสวยสะดุดตา ดูน่าสนใจ ซึ่งนับเป็นการช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มและขยายจุดเด่นให้กับผลิตภัณฑ์อาหารทะเลของไทยอย่างมีประสิทธิภาพ
สิ่งที่โดดเด่นของบูธไทยปีนี้จึงเป็นเรื่องการปรับเปลี่ยนรูปลักษณ์และการแปรรูปผลิตภัณฑ์ให้มีความหลากหลายตรงตามความต้องการของผู้บริโภคกลุ่มต่างๆ มากยิ่งขึ้น รวมทั้งมีการปรับกลยุทธ์การตลาดเพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการแข่งขันอีกด้วย ตัวอย่างเช่นบริษัท CPF ซึ่งเป็นบริษัทอาหารยักษ์ใหญ่ของไทย ได้นำสินค้าสำเร็จรูปขายดีประเภทต่างๆ ในบรรจุภัณฑ์ที่มีขนาดใหญ่และสวยหรูขึ้นตามผลการวิจัยตลาด เพื่อหวังตอบโจทย์ผู้บริโภคยุโรปที่มีสมาชิกครัวเรือนขนาดใหญ่ ส่วนบริษัท Seafresh Industry Public Co. Ltd. น้องใหม่งานนี้ก็ได้เปิดเผยกลยุทธ์ประหยัดทรัพยากรและต้นทุน รวมทั้งสร้างภาพลักษณ์ในเรื่องการดูแลสิ่งแวดล้อม โดยบริษัทมีฟาร์มกุ้งทั้งในประเทศไทยและในภูมิภาคอเมริกากลาง ซึ่งสามารถช่วยลดค่านายหน้าและห่วงโซ่อุปทานได้หลายช่วง และยังมีโรงงานผลิตอาหารเลี้ยงกุ้งเพื่อใช้เลี้ยงกุ้งในฟาร์มของบริษัทเองและขายส่วนที่เหลือแก่ฟาร์มเลี้ยงกุ้งอื่นๆ เพื่อทำกำไรเพิ่มเติมด้วย นอกจากนี้ กระบวนการผลิตของบริษัทยังตรงตามกฎระเบียบการตรวจสอบย้อนกลับของสหภาพยุโรป เพราะสินค้าทุกตัวสามารถติดตามแหล่งที่มาได้ตั้งแต่พ่อพันธุ์และแม่พันธุ์ ช่วงการเพาะเลี้ยง จนถึงขั้นตอนการแปรรูปและบรรจุภัณฑ์ นอกจากนี้ บริษัท Sea Wealth Frozen Foods Co. Ltd. ก็เป็นอีกบริษัทหนึ่งที่นำผลิตภัณฑ์แปลกใหม่มาแสดงและได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก อาทิเช่น ขนมจีบฮะเก๋าแช่แข็งพร้อมรับประทานในหลากหลายรูปแบบ สีสันและขนาดที่สามารถตอบโจทย์รสนิยมของลูกค้ารายย่อยกลุ่มต่างๆ ได้เป็นอย่างดี
แม้จะมีพัฒนาการแปลกใหม่ที่ดีหลายประการ แต่ผู้ประกอบการไทยยังพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ตลาดยุโรปแตกต่างจากตลาดอื่นๆ ตรงที่ยุโรปเน้นทั้งเรื่องคุณภาพและมาตรฐานสินค้าค่อนข้างสูง รวมทั้งราคาก็ต้องดีด้วย แถมยังมีปัญหาและความท้าทายสำคัญๆ อีกหลายประการ เช่น
การแข่งขันที่สูงขึ้นในตลาดยุโรป ซึ่งนอกจากประเทศคู่แข่งไทยจากภูมิภาคเอเชียด้วยกันอย่างเวียดนาม อินโดนีเซีย จีนและอินเดียแล้ว ยังมีประเทศจากภูมิภาคอื่นๆ ที่กำลังมาแรงและมีศักยภาพที่จะมาแย่งส่วนแบ่งตลาดส่งออกของไทยโดยเฉพาะกุ้ง เช่น เอกวาดอร์ และแม้ว่าประเทศเหล่านี้จะไม่มีกำลังการผลิตสูงนักในปัจจุบัน แต่ไทยเองก็ไม่ควรนิ่งนอนใจและประมาทเป็นอันขาด
การถูกตัดสิทธิ GSP ที่อาจจะเกิดขึ้นตั้งแต่เดือนมกราคม 2557 เป็นต้นไป ซึ่งนอกจากจะทำให้ราคาสินค้าอาหารทะเลไทยสูงขึ้นทันทีเมื่อเปรียบเทียบกับราคาจากประเทศคู่แข่งอื่นๆ ที่ยังคงได้รับสิทธิ GSP จากสหภาพยุโรปแล้ว ภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจในยุโรปก็ยิ่งจะเป็นปัจจัยซ้ำเติมทำให้ผู้นำเข้าในยุโรปหันมาให้ความสำคัญกับเรื่องราคาสินค้าเป็นทวีคูณด้วย ผู้ประกอบไทยหลายรายจึงคาดหวังว่า การเจรจาเขตการค้าเสรีระหว่างไทยกับสหภาพฯ จะแล้วเสร็จภายในเวลาที่กำหนด และดีที่สุดคืออยากให้คณะผู้เจรจาฝ่ายไทยขอให้สหภาพฯ ผ่อนผันให้สินค้าไทยคงได้รับสิทธิ GSP ต่อไปจนกว่าการเจรจาจะแล้วเสร็จ
ภาพลักษณ์สินค้าไทย ซึ่งถูกกระทบกระเทือนมากเนื่องจากมีการกล่าวหาเรื่องการใช้แรงงานเด็ก และแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายในอุตสาหกรรมกุ้งไทย ซึ่งนับเป็นเรื่องที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างต่อเนื่องพร้อมประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์อุตสาหกรรมไทยในแง่บวก เพราะทั้งหมดนี้เป็นประเด็นที่ผู้บริโภคยุโรปให้ความสำคัญและเฝ้าติดตามการดำเนินการของไทยในการแก้ไขปัญหาให้ลุล่วงอย่างยั่งยืน
ราคาวัตถุดิบสูง โดยเฉพาะกุ้งที่ราคาสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์สืบเนื่องมาจากโรค Early Mortality Syndrome (EMS) ที่ทำให้กุ้งขาดตลาด ฟาร์มเพาะกุ้งไม่กล้าเลี้ยงกุ้งรอบใหม่เพราะกลัวจะติดโรคและขาดทุน ส่งผลให้ผู้ประกอบการขาดวัตถุดิบและต้องระงับการรับใบสั่งซื้อสินค้า และส่งผลกระทบต่อผลประกอบการของหลายๆ บริษัทเป็นลูกโซ่
หันไปดูประเทศคู่แข่งของไทยในงาน ESE และ SPE ในปีนี้ เช่น เวียดนาม ฯลฯ ก็เห็นได้ว่า ยังเน้นแสดงสินค้าจำพวกปลาสดแช่แข็ง โดยเฉพาะปลาตระกูลปลาสวาย หรือ Pangasius สินค้าประเภทกุ้งสดและกุ้งสุกแช่แข็งเหมือนปีก่อนๆ โดยมีสินค้าประเภทอาหารทะเลแปรรูปวางแสดงค่อนข้างน้อย เช่นเดียวกับกรณีของอินเดียและอินโดนีเซีย ที่เน้นแสดงสินค้าจำพวกปลาสด กุ้งและปลาหมึกเป็นหลัก ส่วนจีนนับเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวมาก โดยงานครั้งนี้มีผู้ประกอบการจีนหลายร้อยบริษัทไปร่วมงานด้วย มองในมุมหนึ่งก็อาจอุ่นใจบ้างที่เห็นผู้ประกอบการไทยหันมาให้ความสำคัญกับการสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าด้วยการแปรรูปและการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ให้มีขนาดและสีสันสวยงามสอดคล้องกับรสนิยมของผู้บริโภคกลุ่มต่างๆ มากขึ้น และสะดวกต่อการบริโภค และยังปรับกลยุทธ์การตลาดเพื่อช่วยรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันด้วย ซึ่งทั้งหมดนี้คงต้องเดินหน้าต่อไปเพราะต้องยอมรับว่าเราคงไม่สามารถต่อกรกับคู่แข่งด้านราคาได้ตลอดรอดฝั่ง เนื่องจากตัวเลือกสินค้าอาจไม่แตกต่างกันมาก แต่เขาได้เปรียบเราด้านราคาต้นทุนเนื่องจากค่าแรงในประเทศเขาต่ำ รวมทั้งหลายๆ ประเทศยังน่าที่จะได้รับสิทธิ GSP จากสหภาพยุโรปต่อไปด้วย
นอกจากนี้ ผู้ประกอบการไทยควรต้องให้ความสำคัญมากๆ กับการรักษาชื่อเสียง มาตรฐานคุณภาพและความปลอดภัย รวมทั้งภาพลักษณ์ของสินค้าอาหารทะเลส่งออกของไทยด้วย เพราะนอกจากภาครัฐฝ่ายสหภาพยุโรปจะจ้องจับตาดูสินค้านำเข้าที่มีการละเมิดกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องแล้ว เช่น การทำประมงที่ผิดกฎหมายและทำลายสิ่งแวดล้อม มาตรฐานด้านคุณภาพ สุขอนามัย ความปลอดภัย รวมทั้งการใช้แรงงานอย่างผิดกฎหมายและไม่เป็นธรรม ฯลฯ ผู้บริโภคชาวยุโรปเองก็ให้ความสำคัญกับประเด็นเหล่านี้ไม่น้อยไปกว่าเจ้าหน้าที่ภาครัฐ และหากเกิดปัญหาทำให้สินค้าส่งออกไทยเสียชื่อเสียงแล้ว คงต้องตามแก้กันอีกหลายปีกว่าจะได้รับการยอมรับจากผู้บริโภคชาวยุโรปอีกครั้ง ถึงเวลานั้น การแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดยุโรปสำหรับสินค้าส่งออกของไทยก็จะยากมากขึ้นเป็นทวีคูณ
ดูรายละเอียดงาน ESE และ SPE เพิ่มเติมที่ http://www.euroseafood.com/






